View 319 / Share

เหตุผลที่ K-Beauty ทำให้ผู้หญิงทั้งโลกสวยขึ้น!

BEAUTY/Beauty News - เหตุผลที่ K-Beauty ทำให้ผู้หญิงทั้งโลกสวยขึ้น!

K-Beauty ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์อีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้หญิงทั่วโลกไปแล้ว 

สารภาพว่าเราคนเขียนเรื่องนี้นี่ล่ะ เคยเป็นคนที่ไม่อินเลยกับ K-Beauty เพราะเราเติบโตมากับเครื่องสำอางฝรั่ง ญี่ปุ่น มาตลอด แต่ในช่วงสิบปีมานี้พอรู้ตัวอีกทีนะ K-Beauty มันแทรกซึมไปอยู่ในทุกๆ ภาคส่วนของโลกบิวตี้ของสาวไทยไปแล้ว (ไม่ใช่แค่เราคนเดียว) แม้แต่แบรนด์ฝรั่งยังต้องอ้าแขนรับนวัตกรรม K-Beauty มาใช้ อย่างที่เห็นชัดมากๆ ก็คือ คุชชั่น นั่นไง

จากคนที่ไม่อิน ตอนนี้เกินครึ่งของเครื่องสำอางที่ใช้อยู่คือ K-Beauty และถ้าได้ไปเกาหลี เราสามารถหายไปในร้านเครื่องสำอางได้เป็นวันๆ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่แบรนด์มุ้งมิ้งอิลุ๊กกุ๊กกิ๊ก ยันแบรนด์โปรเฟสชั่นนอล ยันไฮเอนด์โน่นเลย มองตากันก็เข้าใจใช่มั้ยคะซิสสสสส.....

แวร์แวร์อิสอะแวร์แวร์ (ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว) เราต้องรู้ลึกรู้ดีกับ K-Beauty สักหน่อย ว่าความปัง ความเริด ของนางมันมาได้ยังไง มาจากไหน 

ก็โชคดี๊ โชคดี ที่ความสงสัยนี้คลี่คลายลงได้เพราะ AMORE PACIFIC ชวนเราไปบุกถึงรัง K-Beauty เจาะกันถึงต้นกำเนิดเลยทีเดียว หลายคนฉุดแขนเราไว้ บอกว่า เดี๋ยวก่อน AMORE PACIFIC คือ??? 

AMORE PACIFIC 

คือ บริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ระดับโลก ย้ำว่าระดับโลกไปแล้วนะ ซึ่งแน่นอนว่าใหญ่ที่สุดในเกาหลี โดยมีแบรนด์ต่างๆ อยู่ใน AMORE PAICFIC มากมายเกือบ 30 แบรนด์! เอาที่คนไทยคุ้นเคยรู้จักกันดีก็อย่าง LANEIGE ETUDE House Innisfree Mamonde Sulwhasoo HERA IOPE Espoir เป็นต้น แค่นี้ก็รู้แล้วนะว่าใครใหญ่! 

ไม่มี K-Beauty วันนั้นก็ไม่มี K-Beauty วันนี้

ในปี 1932 (เมื่อ 85 ปีก่อน) ยูน ดก จ็อง คุณแม่ของผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ อย่าง ซอ ซ็อง ฮวัน ประธานรุ่นก่อน เขาเป็นคนขี่จักรยานไปกลับระหว่างแคซ็องและโซลเพื่อไปเอาวัตถุดิบมาให้แม่ผลิตเครื่องสำอาง และเริ่มจำหน่ายเครื่องสำอางขึ้นเป็นครั้งแรก โดยคุณแม่ยูน ดก จ็อง เป็นผู้ค้นพบคุณค่าจากดอกคามีเลีย โดยเธอบดเมล็ดดอกคามีเลียออกมาได้เป็นน้ำมัน และใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตเครื่องสำอาง 

คุณแม่ยูน ดก จ็อง ต้นกำเนิดของ AMORE PACIFIC ที่แท้ทรู

ยุควินเทจเลยนะ ปี 1951 เริ่มจำหน่ายครีม ABC Pomade จากธรรมชาติ 100% เป็นเจ้าแรก พัฒนามาเป็น ABC Ginseng Cream ก่อนจะก่อตั้ง AMOREPACIFIC เสียอีก 

นี่ไม่ได้แต่งเรื่องเองนะ เราไปที่ AMORE PACIFIC’s Story Garden มาล่ะ ตั้งอยู่ใน Osan Beauty Campus อยู่ที่เมืองโอซาน ไม่ไกลจากโซล ที่นี่จะมีพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องประวัติความเป็นมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งจนถึงปัจจุบันของ AMORE PACIFIC รวมทั้ง Botanical Garden สวนพฤกษศาสตร์ที่ปลูกพืชชนิดต่างๆ กว่า 400 ชนิด ที่นี่ยังมีศูนย์การผลิตใหญ่บึ้ม ขนาดสนามฟุตบอล 30 สนามรวมกัน และมีกำลังผลิตมากกว่า 15,000 ตันต่อปี ทั้งผลิตและกระจายสินค้าไปทั่วทุกมุมโลก เราได้ไปแอบส่องถึงสายพานการผลิตเลยทีเดียว 

ภายใน Osan Beauty Campus สวนพฤกษศาสตร์

และงานนี้ AMORE PACIFIC ก็ให้เราทำลิปสติกเป็นที่ระลึกด้วย 1 แท่งในโอกาสที่เรามาเยือนถึงถิ่น เราก็เลยเลือกสลักคำว่า What a Cool Girl! ลงไป เกร๋ๆ 

R&D ที่เจ๋งที่สุดในขณะนี้

ไม่แปลกใจที่ K-Beauty จะไปไกลระดับโลกได้ถึงขนาดนี้ เราได้ไปบุกถึงรัง ถึงแล็บของเขากันเลย ซึ่งเราไปสืบมาได้ว่า AMORE PACIFIC ทุ่มทุนสร้างกับการวิจัยและพัฒนาสินค้าของเขาแบบสุดตัวจริงๆ จากข้อมูลล่าสุด AMORE PACIFIC ใช้งบ 100 ล้านเหรียญ (เหรียญสหรัฐฯ นะไม่ใช่เงินวอน) ต่อปีไปกับการวิจัยและพัฒนา (Research & Develop) เท่านั้น เพียวๆ ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินมหาศาลมากนะ บริษัทที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาได้มากขนาดนี้แสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าที่ไม่มีที่สิ้นสุด และมันทำให้นวัตกรรมความงามต่างๆ พุ่งไปไกลกว่าที่ใดในโลกแล้ว ในตอนนี้  

เราได้เข้าไปเยือนถึง R&D ของเขามาทั้ง 2 แห่งเลย ที่โอซาน อยู่ไม่ไกลจาก Story Garden นั่งรถประมาณ 30 นาที นี่คือที่ทำงานในฝันเลย ใหญ่โตโอ่โถง กว้างขวาง ดูทันสมัยมาก แต่ก็มีความสงบน่านั่งทำงานโอบล้อมด้วยธรรมชาติ สวนเขียวๆ ต้นไม้เต็มไปหมด ไม่ต่างกันนักกับอีกแห่ง อยู่ที่เกาะเชจู ที่นั่นก็เป็น R&D ที่เน้นการวิจัยสารสกัดธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะ เน้นหนักไปที่ชาเขียว ซึ่งเขามีไร่ชาเขียวที่พัฒนาจากที่ดินรกร้าง สร้างเป็นแหล่งผลิตชาเกษตรอินทรีย์ โดย AmorePacific เป็นบริษัทเครื่องสำอางเพียงเจ้าเดียวที่มีแหล่งปลูกชาเป็นของตนเอง 

ไร่ขาเขียวส่วนเล็กๆ ที่เราไปเดินถ่ายรูปเล่นมาได้ที่อยู่บนเกาะเชจู

ครั้งนี้เราโชคดีได้นั่งพูดคุยสัมภาษณ์กับทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยอดฮิตของสาวๆ อย่าง คุชชั่น ด้วยนะ ไว้เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึกไปเลยในคราวหน้าค่ะ 

แบรนด์ K-Beauty เยอะที่สุด! 

มาดูเฉพาะแบรนด์ที่เปิดในไทยแล้วนะ แต่ละแบรนด์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ มีกิมมิกของแบรนด์ที่น่าสนใจแตกต่างกันอย่างไร และแบรนด์ไหนจะเหมาะกับเราที่สุด แต่ขอบอกว่าเหมาะทุกแบรนด์ น่าใช้ทุกแบรนด์! 

1991 Mamonde เปิดตัวเป็นแบรนด์แรก โดยมีกิมมิกคือ “ดอกไม้” ดอกไม้เติบโตงดงามได้จากดิน น้ำ ลม และแสงแดด ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ความงามที่มีพลังชีวิต แบรนด์นี้จึงเป็นแบรนด์ที่เล่นกับความสวยงาม สีสัน คุณค่าของสารสกัด จากดอกไม้ชนิดต่างๆ 

1994 LANEIGE เปิดตัวมาและกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่สาวเอเชีย โดยกิมมิกอยู่ที่ “น้ำ” ลาเนจทำการวิจัยเรื่องน้ำกับผิวมาตลอด และพบว่าความชุ่มชื้นคือกุญแจสำคัญของผิวสวย มีชีวิตชีวา Water Science จึงเป็นตัวชูโรงของแบรนด์

1995 Etude House “Life is Sweet!” คือสโลแกนของอีตูดี้ แบรนด์ที่มุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งที่สุดเท่าที่เราเคยเจอ โดยเขาต้องการให้ผู้หญิงมีพลังด้านบวกในทุกวัน เติบโตไปพร้อมกับการสื่อสารกับโลกอย่างอิสระเสรี จึงต้องสนุก น่ารัก ตื่นเต้น เสมอ

1997 Sulwhasoo ศาสตร์ Holistic Beauty ตำรับยาโบราณของเกาหลี ทุกสิ่งเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ธรรมชาติ ร่างกับ จิตใจ เน้นการรักษาสมดุลย์ ค้นหาสาเหตุที่เป็นแก่นรากของปัญหาผิวพรรณ 

2000 Innisfree คีย์เวิร์ดคือ “เกาะเชจู” แบรนด์นี้นางน่าจะเหมาทั้งเกาะแล้วมั้ง ทั้งชาเขียว กล้วยไม้ หินภูเขาไฟ ฯลฯ วัตถุดิบจากธรรมชาติที่ผสมในผลิตภัณฑ์ล้วนมาจากเกาะเชจู นอกจากนี้แบรนด์นี้ยังเป็นแบรนด์รักษ์โลก เน้นการรีไซเคิล ประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม 

Hera แบรนด์นี้อาจจะยังไม่ฮิตในหมู่สาวไทยนัก แต่ก็ถือเป็นอีกแบรนด์ที่ดังระเบิดไปทั่วเอเชีย ตั้งแต่การเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ จอนจีฮยอน หรือยัยตัวร้ายนั่นแหละ แบรนด์นี้จะเน้นความเก๋ทันสมัย อินเทรนด์ ของสาวเกาหลีที่มีความเนี้ยบขึ้นมาอีกระดับ 

Ryo แบรนด์นี้เป็นแบรนด์สำหรับเส้นผมและหนังศีรษะโดยเฉพาะ ขอบอกว่าผลิตภัณฑ์ผมใช้ดีมากมาย 

 

นวัตกรรมใหม่ๆ ไม่หยุดยั้ง

นัมเบอร์วันในใจสาวๆ ทั่วโลกตอนนี้ต้องยกให้ "คุชชั่น" คุชชั่นคือนวัตกรรมบิวตี้พลิกโลกเลยก็ว่าได้ (ซึ่งเดี๋ยวเราจะเล่าแบบเต็มๆ อีกครั้งในคราวหน้า) ซึ่งตอนนี้ทุกแบรนด์ จะฝรั่ง ญี่ปุ่น ไทย ต่างก็ต้องมีคุชชั่น เพราะมันไม่ใช่แค่เทรนด์อีกต่อไป มันคือโปรดัคท์ที่กลายเป็นสิ่งที่ผู้หญิงใช้กันเป็นประจำ ใช้กันในชีวิตประจำวัน และก็มีแต่แบรนด์ในเครือ AmorePacific นี่ล่ะ ที่ยังพัฒนาต่อยอดคุชชั่นออกไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง อย่าง คุชชั่นคิ้ว ของ LANEIGE คุชชั่นอเนกประสงค์ของ HERA คุชชั่นสี่เหลี่ยมของ Espoir คุชชั่นเปลี่ยนเคสได้ตามใจของ Innisfree เป็นต้น

คุชชั่นสี่เหลี่ยมของ espoir 

นวัตกรรมสลีพปิ้งมาส์กก็เช่นกัน ถือเป็นนวัตกรรม K-Beauty ที่คิดค้นโดย AmorePacific อีกเช่นกัน ที่นำมาโดย LANEIGE Sleeping Mask มาส์กที่ทาแล้วไม่ต้องล้างออก นอนได้เลย ตื่นมาผิวฉ่ำใส หลังจากนั้นแบรนด์ต่างๆ ก็ออก me,too product กันออกมามากมาย 

ล่าสุดเราได้พบกับนวัตกรรมมาส์กรูปแบบใหม่ Sulwhasoo Concentrated Ginseng Renewing Creamy Mask ที่ไม่เหนอะหนะเลอะเทอะ ใช้ที่ไหนก็ได้ ใช้บนเครื่องบินก็ได้ ใช้แล้วจะไดร์ผมก็ได้ ใช้แล้วจะไปโดดเชือกก็ได้ คือเป็นแผ่นมาส์กที่ออกแบบมาให้ด้านหนึ่งกักเก็บสารบำรุงไว้ แต่อีกด้านถูกปิดป้องกันไว้ด้วยแผ่นมาส์กที่สามารถหยิบจับ แตะต้องโดยที่ไม่เลอะมือ ไม่เหนอะมือ ทำให้ไม่เสียเวลาในการทำอย่างอื่น  หรือมาส์กหน้าสำหรับตอนเช้าแบบไม่ต้องล้างออกอย่าง LANEIGE Fresh Calming Morning Mask  

K-Beauty แบบคนดัง

ยอมใจประเทศนี้จริงๆ เพราะพวกเขาทำงานกันเป็นระบบ คือนอกจากอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีจะส่งออกซีรีส์ดังๆ มากมาย ทำให้ดาราดังทั้งในและนอกประเทศแล้ว การเบลนด์ K-Beauty เข้าไปในอุตสาหกรรมบันเทิงก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างอิทธิพลบางอย่างในใจของผู้บริโภค การเห็นดาราที่เราชอบใช้เครื่องสำอางอะไรก็ตาม มันทำให้เราอยากใช้ตามไปโดยปริยาย ลิปสติก IOPE ที่ซงอีทาใน My Love from the Star ถึงกับขาดตลาด คุชชั่น Mamonde ที่ปาร์คชินฮเย ใช้ในซีรีส์ ลิปสติก LANEIGE ที่หมอคังทาก็ขายหมดเกลี้ยง จนผลิตใหม่แทบไม่ทัน น้องคิมบ๊กจู ก็ทำให้ LANEIGE two tone tint lip bar กลายเป็นไอเท็มฮิตของสาวๆ ไปเลย และแบรนด์ต่างๆ ในเครือ AMORE PACIFIC ต่างก็ใช้ดาราดังๆ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ประจำแต่ละแบรนด์ด้วยนะ อย่าง จอนจีฮยอน ก็ HERA ปาร์คชินฮเย ก็ Mamonde ยุนอา ก็ Innisfree ส่วนอีซองกยอง กับซงเฮกโย ก็ LANEIGE 

K-Beauty เมคอัพหน้าเด็ก

ไม่ได้บอกว่าเทรนด์สายฝ.จะทำให้เราหน้าแก่นะ แต่สายฝ. เค้าจะเน้นความเฉียบคม สตรอง ชัดเจน ในขณะที่สายเกาจะเน้นความละมุนละไม ใสๆ เน้นงานผิว โชว์ผิวสุขภาพดี สีอ่อนๆ ไม่จัดจ้านเกินไป เราได้พบกับคุณเจสัน ลี เมคอัพอาร์ติสท์กิตติมศักดิ์ประจำ HERA ซึ่งเป็นแบรนด์พรีเมียมของ AmorePacific ความเริดคือเขาเป็นเมคอัพอาร์ติสท์ที่แต่งหน้าให้กับ จอนจีฮยอน และเป็นเมคอัพไดเร็คเตอร์ของงาน Seoul Fashion Week ด้วย เขาได้มาสาธิตการแต่งหน้าสไตล์ K-Beauty ให้เราดู ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกับที่เราเห็นบ่อยๆ กับดาราสาวเกาหลีทั้งหลาย คือผิวใสราวกับกระจก ดูอิ่มและฉ่ำน้ำ ทรงคิ้วตรงๆ ไม่บางจนเกินไป ทำให้หน้าดูเด็ก ทาปากสีสด คอนทัวร์หรือเฉดดิ้ง ไฮไลท์อย่างเบามือมากๆ แทบดูไม่ออกแต่ก็เห็นว่ามีมิติ 

คุณเจสัน ลี เมคอัพอาร์ติสท์ขั้นเทพของเกาหลี

ซึ่งความหน้าเด็ก ดูอ่อนกว่าวัยและเปล่งปลั่งสดใสแบบนี้ก็เป็นที่ปรารถนาของผู้หญิงทุกคนอยู่แล้ว ทำให้ K-Beauty กลายเป็นที่นิยมของสาวๆ ทั้งในเอเชีย หรือแม้แต่ฝรั่งเอง เดี๋ยวนี้เราก็เห็นนางแต่งสายเกากันสนุกสนานแล้วนะ 

แฟล็กชิพสโตร์...ถึงใจ! 

เมื่อเราเริ่มสนใจ K-Beauty หรืออาการหนักถึงขั้นเป็นแฟนคลับ ถ้าเรามีโอกาสไปเยือนถึงถิ่น เราก็คงอยากเลือกซื้อของกันอย่างสะใจ อยากทำความรู้จักกับโปรดัคท์ต่างๆ แบรนด์ที่เราเลิฟให้มากขึ้น ความเก๋กู้ดของแต่ละแบรนด์ในเครือ AmorePacific คือ นางจะมีแฟล็กชิพสโตร์ใหญ่บึ้มให้เข้าไปเลือกช้อปฯ และทดลองสิ้นค้ากันอย่างหนำใจ และแบรนด์ใหญ่อย่าง LANEIGE Innisfree Etude House Sulwhasoo ก็มีแฟล็กชิพสโตร์ที่มีบริการหลากหลายมากกว่าแค่การไปซื้อของ อย่าง ลาเนจ ก็จะมีบริการทำลิปสติกที่เราเลือกแมตช์สีได้ด้วยตัวเอง อีตูดี้ เฮ้าส์ก็มีบริการผสมสีลิปสติกและผสมใส่พาเล็ตต์ที่เราเลือกเองได้เหมือนกัน อินนิสฟรีก็มีคาเฟ่บริการที่ชั้น 2-3 ส่วน Sulwhasoo ก็มีบริการสปา เพิ่มอีกด้วย รวมทั้งมีไอเท็มเอ็กซ์คลูซีฟขายเฉพาะที่แฟล็กชิพสโตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เราไปได้หมดที่ เมียงดง อ้อ..ยกเว้นโซลวาซู และ HERA ที่มีเฉพาะที่คังนัม  

บริการทุกระดับประทับใจ

K-Beauty ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ออกแบบมาครอบคลุมสำหรับทุกคน ผู้หญิงทุกคนจับต้องได้ ไม่ว่าเงินในกระเป๋าของเราจะมากหรือน้อย จะราคาน่ารักน่าเอ็นดูอย่าง Etude House , Innisfree ราคากลางๆ อย่าง LANEIGE ราคาอัพขึ้นมาอีกนิดอย่าง HERA หรือสายเปย์พร้อมจ่ายไม่อั้นถ้าเริดจริง ก็ขอ Sulwhasoo ไปเลย ทำให้ K-Beauty มีทางเลือกให้กับทุกคน และทุกไลฟ์สไตล์ 

Aritaum

ไม่ใช่แค่นั้น เพราะนอกจากแบรนด์ต่างๆ ที่ว่ามาแล้ว AmorePacific ยังมีร้านที่พิเศษมากๆ อย่าง Aritaum อีกร้าน ที่สาวๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เรามีความรู้สึกเหมือนเดินเข้า Sephora เพียงแต่จำกัดเฉพาะแบรนด์ในเครือของ AmorePacific ที่มีสินค้าบิวตี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และรวบรวมเอาไว้หลากหลายแบรนด์ให้เลือกช้อปในร้านเดียว มีทั้ง LANEIGE IOPE Mamonde Ryo HANYUL illi Happy Bath etc. รวมทั้งมีแบรนด์ในชื่อ Aritaum อยู่ด้วย (อ่านว่า อา-ริ-ตา-อุ้ม) ซึ่งราคาจะถูกมาก แต่คุณภาพเกินราคาเลยทีเดียว เป็นร้านที่พบเห็นได้ทั่วไป เหมือนเซเว่นอีเลฟเว่น ในเมียงดงคือมีร้านนี้ดักแทบทุกหัวถนน  

ขอบคุณ AmorePacific ที่ชวนเราไปเปิดประสบการณ์ K-Beauty แบบเจาะลึกในครั้งนี้ หวังว่าสาวๆ จะเอนจอยกับ K-Beauty เหมือนเรานะ 

สื่อมวลชนและบล็อกเกอร์ ที่ร่วมเดินทางไปร่วมเจาะลึก K-Beauty ด้วยกัน

 

 

 

 

 

 

บิวตี้ไอเท็มชิ้นใหม่ สาวที่ไม่อยากมีผิวเอาท์ ต้องมาเช็คอินกันเลย

จับแปลงโฉม Lip Smacker เดิมๆ ให้เป็นสีทองที่น่ารักไปอีกแบบ