View 5.79K / Share

ผิวดีขึ้นได้ไม่มีสแตนอิน ด้วยเวชสำอางตัวใหม่พุ่งแรงจากอเมริกา #Cerave

BEAUTY/Skin Care - ผิวดีขึ้นได้ไม่มีสแตนอิน ด้วยเวชสำอางตัวใหม่พุ่งแรงจากอเมริกา #Cerave

เรามีความยินดีอ้าแขนรับแบรนด์เวชสำอางตัวใหม่นามว่า Cerave (เซราวี) เป็นอย่างมาก เพราะตัวเราเองเคยได้ทดลองใช้แบรนด์นี้มาตั้งแต่สมัยต้องพรีออเดอร์และติดใจในความดีงามของเนื้อครีมมาก ซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้จักแบรนด์นี้อย่างเต็มตัวเท่าไร รู้เพียงว่าแบรนด์นี้มีความอ่อนโยนต่อผิวบอบบาง รวมถึงมีราคาไม่แพง แพ็คเกจก็ดูน่าใช้มากๆ แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แบรนด์นี้ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ไทยเรียบร้อย ตัวเราเองในฐานะเป็นแฟนคลับมาก่อนก็ต้องไปร่วมงานครั้งนี้ และพร้อมที่จะมาแชร์ประสบการณ์กับการรีวิวเนื้อสัมผัสให้สาวๆ ได้ฟินไปกับความดีงามของแบรนด์เซราวีกัน

ตัวแบรนด์เซราวี มีมานานตั้งแต่ปี 2538 โดยถูกคิดค้นพัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนัง และเริ่มวางจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแรก จุดเด่นที่สำคัญและทำให้แบรนด์นี้มาเหนือเวชสำอางใดๆ คือการที่มีนวัตกรรมคืนเซราไมด์ที่จำเป็นต่อผิว(3 ชนิด) เพื่อฟื้นบำรุงผิวตามธรรมชาติ ซึ่งเซราไมด์ที่อยู่ในผิวของเราก็เปรียบเสมือนปูนที่คอยยึดเซลล์ผิวหนังของเราให้อยู่ด้วยกันอย่างมั่นคง สะท้อนไปถึงผิวสุขภาพดี ชุ่มชื่น แข็งแรง แต่พออายุมากขึ้น ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ก็ทำให้เซราไมด์น้อยลง หรือประสิทธิภาพการทำงานลดลง เพราะฉะนั้นเซราไมด์จึงมีความจำเป็นต่อผิวของเรามาก เพื่อให้ห่างไกลจากสาเหตุผิวแห้งหรือไม่สบายผิว รวมถึงลดโอกาสการเกิดโรคผิวหนังต่างๆ

ผลิตภัณฑ์จากเซราวีจึงมีส่วนผสมของเซราไมด์ในทุกๆ ตัวซึ่งสกัดมาจากพืชธรรมชาติทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเสริมเทคโนโลยี MVE ลิขสิทธิ์เฉพาะแบรนด์ ช่วยรักษาความชุ่มชื่นไว้ได้ยาวนาน จึงไม่จำเป็นต้องทาซ้ำบ่อยๆ ในแต่ละวัน อีกหนึ่งความพิเศษที่สาวไทยเฮให้ดังที่สุดคือ ตัวที่เข้าไทยนั้นไม่มีสารพาราเบน จึงถือเป็นสูตรไฮโปอัลเลอจีนิค ผ่านการทดสอบบนผิวที่บอบบางระคายเคืองง่าย

เหตุผลที่ทำให้เรารู้จักเซราวี มาจากการบอกต่อ เล่าลือ รีวิวจากยูทูปเบอร์ต่างประเทศทั้งหลาย บอกว่านางดี นางเริ่ด นางไม่มีกลิ่น นางเฟี้ยว โอ้โห! ความดีมาเต็มขนาดนี้ เราก็ต้องลองกับเค้าบ้าง และตามข้อมูลของแบรนดืนั้นในช่วงปี 2560 นางขึ้นอันดับ 1 ของเวชสำอางบำรุงผิวจากสหรัฐอเมริกา แหล่งข้อมูลนี้ก็ได้จากบริษัทโปรว้อยซ์ นั่นเอง แต่ตอนนี้ไม่ต้องชะเง้อรอถึงอเมริกาแล้วจ๊ะ เพราะนางเข้าไทยแล้วในราคาแสนดี โดยวางขายในร้านบู๊ทส์ วัตสัน ร้านขายยาชั้นนำ และโรงพยาบาล ก่อนที่จะไปหาซื้อ เอางี้ค่ะ! มาชมการเบิกเนตรรีวิวเซราวีกันเลยดีกว่า ว่าทำไม๊ทำไมเราถึงชื่นชมนางจริงๆ

CeraVe Hydrating Cleanser (473 ml / 595 บาท) ตัวนี้เป็นขั้นตอนแรกของการทำความสะอาดผิว และสามารถใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย มีความอ่อนโยนขั้นสุด เพราะเป็นสูตรที่มีความอ่อนโยนมาก ปราศจากสบู่ น้ำหอม ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน โอกาสที่จะทำให้เกิดอาการแพ้จึงมีน้อย ตัวแพ็คเกจในไซส์ใหญ่หมุนไปด้าน Open หรือ Close ได้ ไอเท็มนี้เราเชียร์ให้คนที่มีผิวธรรมดาถึงผิวแห้งมีติดห้องน้ำไว้เลย แต่ถ้าคนที่มีผิวธรรมดาถึงผิวมัน จะเป็นสูตรขวดสีเขียวด้านขวามือนะจ๊ะ 

ทั้งสองตัวจะมีเนื้อสัมผัสที่ต่างกัน ด้านซ้าย(ผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง) จะมีเนื้อสัมผัสแบบเจลขุ่น ส่วนด้านขวา(ผิวธรรมดาถึงผิวมัน) จะมีเนื้อสัมผัสแบบใส ไม่เหนียวเหนอะหนะ โดยทั้งสองสูตรเวลาถูลงบนผิวหน้าจะไม่มีฟอง จึงลดอาการระคายเคืองผิวไปได้ แน่นอนว่าไม่มีกลิ่น ไม่มีสีเจือปน หลังใช้ผิวหน้าไม่แห้งตึง และยังมีความชุ่มชื่นที่ผิวได้ดี เวลาใช้จะใช้เพียง 2-3 ปั๊มเท่านั้น ล้างหน้าเช้าและก่อนนอน

เรามาดูการทดลองความสะอาดของคลีนเซอร์ตัวนี้กันดีกว่า โดยจะใช้สูตรแบบเจลขุ่นมาทดสอบ ใน STEP 1 เราจะทาคุชชั่นลงบนหลังฝ่ามือจนทั่ว ใน STEP 2 คลีนเซอร์แบบเจลถูลงบนหลังฝ่ามือที่มีคุชชั่น สังเกตว่าจะไม่มีฟองบนหลังฝ่ามือเลย

ตาม STEP 3 เราจะใช้ทิชชู่เปียกธรรมดาเช็ดหลังฝ่ามือที่ถูคลีนเซอร์ไว้ ปรากฎว่า มีคุชชั่นหลุดติดมากับทิชชู่ หลังจากนั้น STEP 4 ก็ไปล้างสะอาดด้วยน้ำเปล่า ผลคือ ผิวสะอาดเกลี้ยงดี และยังไม่แห้งตึงอีกด้วย แต่ต้องบอกว่า CeraVe ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอางโดยตรง ถ้าต้องการเช็ดเครื่องสำอางหมดจด โดยเฉพาะเครื่องสำอางกันน้ำ สามารถเช็ดด้วยคลีนซิ่งทำความสะอาดเครื่องสำอางก่อน แล้วตามด้วยคลีนเซอร์ CeraVe จะยิ่งสะอาดยิ่งขึ้น 

ตัวนี้จะมีให้เลือกหลายขนาด สาวๆ อาจจะลองไซส์ 88 ml ก่อนก็ได้ ราคาเพียง 195 บาท จะมาในขนาดที่กำลังน่าลองใช้ ถ้าใช้แล้วถูกจริตก็ค่อยขยับมาที่ไซส์กลางกับไซส์ใหญ่ตามขนาดที่เรารีวิว  

CeraVe Moisturising Lotion (473 ml / 690 บาท) และ CeraVe Moisturising Cream (454 g / 895 บาท) เรารวมกลุ่มของ 2 ตัวนี้ไว้ด้วยกัน เพราะคุณสมบัติของนางจะมีความคล้ายคลึงกันตรงที่สามารถใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย และแน่นอนว่ามีเซราไมด์ที่จำเป็นต่อผิว รวมถึงไฮยาลูรอนิกแอซิด จึงตรงเข้าบำรุงผิวอย่างตรงจุด 

ตัวเนื้อโลชั่นคือ ตัวขวดปั๊มจะมีเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ จึงสามารถทาได้ทั้งเช้าและก่อนอน แต่ตัวกระปุกจะเข้มข้นกว่าโลชั่น ที่น่าสนใจคือซึมลงสู่ผิวได้ง่าย ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ ซึ่งตัวเนื้อครีมเราแนะนำให้ทาตอนกลางคืนเพื่อป้องกันผิวที่ดีขึ้นในขณะที่เรานอน และยังให้ความชุ่มชื้นได้ยาวนานทั้งคืน หรือถ้าคนไหนที่ทำงานในห้องแอร์ ก็ทาตัวนี้ตอนเช้าได้เช่นกัน ทั้งสองตัวมีไซส์ขนาดที่เล็กกว่าที่เรารีวิว ราคาก็จะย่อมเยาว์ลงมาอีก จึงเป็นตัวที่น่าสนใจโดยเฉพาะคนที่มีผิวแห้งถึงแห้งมาก จะยิ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว อาการของผิวเป็นขุยลดลงจนหายไปเลยล่ะ พวกผื่นแดงเป็นจ้ำๆ ตามหน้าตามตัว ก็ลดลง ใครที่เจอปัญหานี้อยู่ แนะนำลองไซส์เล็กสุดไปก่อน แล้วจะติดใจ

CeraVe Moisturising Lotion (52 ml/595 บาท) ตัวนี้ก็มี 2 รุ่นเช่นกัน แต่จะมีความต่างเล็กน้อย ให้สังเกตที่บนหลอดจะมีคำว่า Spf25 อยู่ซึ่งเป็นสูตรที่มีกันแดดผสมนั่นเองจึงเหมาะกับช่วงตอนกลางวัน รวมถึงเป็นสูตรที่ช่วยป้องกันผิวจากแสงแดดและลดอาการแดงของผิวได้ แต่อีกสูตรจะเหมาะกับทั้งช่วงกลางวันและก่อนนอนก็ทาได้เช่นกัน ทั้งสองตัวก็จะให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยเฉพาะคนที่มีผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง

เนื้อสัมผัสทั้ง 2 ตัวจะต่างกัน ตัวที่มีกันแดดผสม จะเป็นลักษณะสีขาว เนื้อเหมือนกันแดดทั่วไป แต่ตัวไม่มีกันแดดจะเป็นเนื้อครีมขาวกึ่งใสมากกว่า แต่ทั้งสองสูตรจะมีความเบาของเนื้อครีมเหมือนกัน และซึมลงสู่ผิวง่าย และไม่มีความเหนียวเหนอะหนะ เวลาใช้ระหว่างวันค่อนข้างสบายผิว นอกจากนี้ตัวแพ็คเกจเป็นแบบกด จึงใช้งานง่ายมาก

สังเกตอีกครั้งว่าบนผลิตภัณฑ์เองจะมีรูปสัญลักษณ์ตัวอักษร e ซึ่งตัวนี้มีความหมายต่อความมั่นใจของผู้ใช้อย่างเรามาก เพราะคือสัญลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมโรค Eczema (ผื่นผิวหนังอักเสบ) แห่งสหรัฐอเมริกา หรือเรียกย่อๆ ว่า NEA จึงเป็นตัวการันตีคุณภาพของเซราวีได้ดี ทั้งนี้แนะนำให้สาวๆ ลองใช้ผลิตภัณฑ์ก่อนบริเวณหลังใบหู หรือใต้ท้องแขน เพราะแท้จริงแล้วการเกิดอาการแพ้นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยได้รับมาตรฐานจะเป็นขั้นตอนการลดความเสี่ยงในการแพ้ได้นั่นเองจ้า

วิตามินซีจิ๋ว ทานไม่ได้ แต่ทาหน้าได้ ให้การบำรุงผิวเต็มสูบทุกครั้งที่ใช้