View 1.31K / Share

รีวิวโทนเนอร์ เอสเซนส์ โลชั่นสูตรน้ำ มันต่างกันไหม แล้วใช้ยังไง?

BEAUTY/Skin Care - รีวิวโทนเนอร์ เอสเซนส์ โลชั่นสูตรน้ำ มันต่างกันไหม แล้วใช้ยังไง?

ฤกษ์งามยามดีด้วยการรีวิวปะทะค่าฝุ่น PM 2.5 ไปเลย เพราะสกินแคร์ต่อไปนี้นอกจากเราจะมาช่วยแยกความต่างแล้ว ยังเป็นขั้นตอนการบำรุงผิวขั้นแรกที่สาวๆ สามารถใช้เพื่อให้ผิวเราได้รับการปกป้องจากมลภาวะต่างๆ ได้ เหมือนเป็นการสร้างปราการผิวอีกขั้นนั่นเอง โดยแต่ละตัวนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นแบรนด์ดังๆ ทั้งนั้น แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า โทนเนอร์ เอสเซนส์ และโลชั่นสูตรน้ำกันก่อน

คำว่า โทนเนอร์ โดยหน้าที่หลักของนาง นางจะเป็นขั้นตอนของการบำรุง หลังจากล้างหน้าเสร็จ เพื่อเป็นการปรับสภาพผิว สร้างความสมดุลให้กับผิว นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยให้สกินแคร์ขั้นต่อๆ ไปซึมลงสู่ผิวได้ดีขึ้น ทำให้เรามั่นใจว่าผิวหน้าสะอาดหมดจด พวกส่วนผสมการบำรุงต่างๆ จึงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง โดยเรามักจะใช้โทนเนอร์ควบคู่กับสำลี 

คำว่า เอสเซนส์ หลายคนจะเรียกว่าน้ำตบ ก็ไม่ผิด หน้าที่หลักๆ คือการสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิว ในส่วนคุณสมบัติอื่นๆ นั้นก็แล้วแต่แบรนด์กันไป แต่แน่นอนว่าถ้าคุณใช้เอสเซนส์ คุณจะได้ผิวที่กระชับ นุ่ม และชุ่มชื้นขึ้นแบบสัมผัสได้ เราจะใช้ 2 วิธี คือใช้ควบคู่กับสำลี หรือหยดเอสเซนส์ลงบนฝ่ามือแล้วตบเบาๆ ที่ผิวหน้า

คำว่า โลชั่น จะมีความต่างจากเอสเซนส์อยู่หน่อย คือบางแบรนด์จะมีเนื้อสัมผัสที่ข้นกว่า หรือเราอาจเรียกว่าเป็นสูตรกึ่งน้ำ แต่ยังให้การซึมซาบลงสู่ผิวได้ง่าย หน้าที่ของโลชั่นนั้นแล้วแต่ว่าเราจะเน้นการบำรุงแบบไหน เช่น บางคนดูแลริ้วรอย ความแห้งกร้าน ความยืดหยุ่นของผิว หรือแม้แต่ความกระจ่างใส เรามักจะใช้เกลี่ยลงบนผิวหน้าโดยตรงมากกว่าใช้กับสำลี

แต่ปัจจุบันโทนเนอร์ เอสเซนต์ โลชั่น ก็มาควบคู่กันในขวดเดียวถ้าเป็นสูตรน้ำ เนื่องจากนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสกินแคร์มากขึ้น รวมถึงแบรนด์ต่างๆ ก็ตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ที่ชอบความสะดวกรวดเร็ว แต่ได้ผลเทียบเท่ากับการใช้หลายๆ ขั้นตอน ทั้งนี้ถ้าเราจะเลือกใช้แบบไหนก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ รวมถึงจุดประสงค์ในการใช้

ถ้าสาวๆ เน้นการปรับสมดุลสภาพผิวหน้าก่อนการบำรุง เราแนะนำ Mamonde Rose Water Toner (750 บาท) ซึ่งตัวนี้นำสารสกัดจากน้ำกุหลาบบริสุทธิ์ที่มีปริมาณความเข้มข้นถึง 90.97% นอกจากจะมีหน้าที่ในการปรับสมดุล ยังให้ความชุ่มชื้น และต้องบอกว่ากลิ่นหอมกุหลาบมาก แต่ไม่ฉุน ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นหลังใช้มากๆ โดยสูตรนี้จะเหมาะกับผิวธรรมดาไปจนถึงผิวทุกประเภท แต่ Mamonde ตอนนี้พัฒนาไปไกลกว่านั้น ยังมีอีก 4 สูตรให้เลือกตามชนิดแต่ละประเภทอีกด้วย 

Dii Essence Toner (850 บาท) อีกหนึ่งโทนเนอร์ที่มีคุณสมบัติเอสเซนส์ผสมอยู่ และเน้นการดีท็อกซ์สิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน ซึ่งมีส่วนผสมหลักจากน้ำแร่บริสุทธิ์แห่งเทือกเขาแอลป์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และดอกคาร์โมมายด์ ช่วยบรรเทาอาการผิวอักเสบ นอกจากนี้ยังเหมาะกับการใช้ช่วงฝุ่นหนาในอากาศแบบนี้มาก เพราะเค้ามีนวัตกรรม BioDtox ขจัดเซลล์ผิวเร่งด่วน และเติมเอมไซม์ โปรตีนให้ผิวสุขภาพดีขึ้น ตัวนี้เราจะใช้หลังล้างหน้า ซึ่งสามารถใช้แทนเอสเซนส์ได้ แต่ที่เราชอบมากๆ คือกลิ่นหอมฝุดๆ ทรงขวดดูแปลกตาแต่น่าใช้ และเราเกือบลืมบอกว่าตัวนี้เป็นแบรนด์ของหวานใจ คุณเคน ธีรเดช อย่างคุณหน่อย บุษกร นั่นเอง

อีกหนึ่งสกินแคร์สูตรน้ำที่เราจะแนะนำคือ เอสเซนส์ จะใช้แบบน้ำตบหรือกับสำลีก็ได้ เน้นทุกสภาพผิว และดูแลเรื่องความอ่อนเยาว์โดยเฉพาะ เริ่มที่ตัวฮิตก่อนเลยกับแบรนด์ SKII Facial Treatment Essence (2,800 บาท) ตัวนี้ฮิตมานานกว่า 35 ปี! และเป็นตัวขายดีของแบรนด์ ได้รางวัลการันตีเพียบ โดดเด่นด้วยส่วนผสมของพิเทร่า กว่า 90% ที่ประกอบไปด้วยวิตามิน กรดอะมิโน และแร่ธาตุมากมาย ให้การดูแลผิว 3 หลักการใหญ่ๆ คือให้ความชุ่มชื้น ดูแลริ้วรอย และป้องกันผิวถูกทำร้ายจากสิ่งกระตุ้นของแวดล้อมเพื่อผิวที่กระจ่างใสขึ้น วิธีการใช้ที่เราว่าเวิร์กมาก จะใช้คู่กับสำลี แต่ต้องบอกว่าบางคนจะไม่ถูกโฉลกกับกลิ่นเท่าไรเมื่อใช้ครั้งแรกๆ ในขณะเดียวกันหลายคนก็ชื่นชอบกลิ่น อันนี้ต้องไปลองที่เคาน์เตอร์กันดู แต่เรื่องคุณสมบัติ ซึมง่าย ผิวชุ่มชื้นขึ้นทันทีหลังใช้ ผลลัพธ์อื่นๆ ให้ดูกันระยะยาวและต้องใช้ต่อเนื่อง ส่วนขวดที่เรามารีวิวครั้งนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดช่วงปีใหม่นะจ๊ะ ปกติก็จะเป็นขวดแก้วสีขาวขุ่น

Fresh Black Tea Kombucha Facial Treatment Essence (2,900 บาท) เอสเซนส์น่าใช้ที่มีส่วนผสมของคอมบูชา หรือ ชาดำหวานหมัก มีสารสกัดจากเปลือกส้มแมนดาริน ผลคิจีเลียแอฟริคานา และกรดไฮยาลูรอนิค ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ คืนความยืดหยุ่น และกักเก็บความชุ่มชื้น พร้อมทั้งช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของมลภาวะแวดล้อมและสารอนุมูลอิสระ จึงดูแลเรื่องของริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย ซึ่งตัวนี้เราจะหยดลงบนฝ่ามือแล้วค่อยๆ ลูบให้ทั่วผิวหน้า สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้เลยคือ กลิ่นแนวชามากและแฝงไปด้วยความเป็นธรรมชาติ เนื้อสัมผัสซึมง่าย บางเบา ไม่ทำให้หนักผิว ให้ความชุ่มชื้นได้ดี ซึ่งแบรนด์นี้เค้ามีผลทดลองผลิตภัณฑ์ในห้องปฏิบัติการด้วยนะสาวๆ ซึ่งผลออกมาว่า 100% ของผู้ทดสอบรายงานว่าผิวแลดูเรียบเนียนขึ้นทันทีหลังใช้ ส่วน 97% ของผู้ทดสอบกล่าวว่า ช่วยลดเลือนริ้วรอยเส้นเล็กให้ดูจางลง

Domohorn Wrinkle Intense Hydrator (1,800 บาท) แบรนด์จากญี่ปุ่นที่มาพร้อมศัพท์ที่เราไม่คุ้นหูเท่าไรกับ ผิวเน็นเรฮาดะ แปลว่า ผิวเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มขึ้นมากจึงทำให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ เค้าจึงเน้นดูแลริ้วรอยโดยเฉพาะ อย่างเอสเซนส์สูตรน้ำตัวนี้ เป็นการบำรุงหลังทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อผิวฉ่ำวาว มีส่วนผสมของดอกชิรานุยคิคุ มะเขือม่วง ใบฝรั่ง ลูกพลับฮาจิยางาคิ ฯลฯ เวลาใช้เราจะใช้ปริมาณเท่าเหรียญสองบาท หยดลงบนฝ่ามือแล้ววอร์มให้ทั่วก่อนทาลงบนผิวหน้า ซึ่งสิ่งที่สัมผัสได้และต่างไปจากเอสเซนส์อื่นๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นสูตรน้ำเหมือนกัน คือเนื้อสัมผัสค่อนข้างแน่นแต่ไม่เหนียว และยังรู้สึกถึงความอุ่นๆ บนผิว ขอเพิ่มเติมเรื่องดีไซน์นิดนึง โดยตัวขวดยังทำมาจากแก้วขุ่นจึงค่อนข้างหนัก แต่มีความใส่ใจในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการจับที่ถนัดมือขึ้น มีสเกลบอกปริมาณ และตัวฝาเกลียวที่หมุนได้แน่น นั่นเอง

ส่วนกลุ่มต่อไปจะเป็นการนำเอสเซนส์มารวมกับคุณสมบัติของโลชั่น เหมาะกับคนที่มีผิวอ่อนโยนโดยเฉพาะ ตัวแรก  No7 White & Bright Concentrated Essence Lotion (950 บาท) เป็นไอเท็มออกใหม่ในกลุ่มไวท์เทนนิ่งของแบรนด์ no7 ส่งตรงจากอังกฤษ  ซึ่งแน่นอนว่าพอพูดถึงผิวกระจ่างใสก็ต้องมีส่วนผสมของวิตามินซี สาหร่ายสีแดง ผลจากเลมอน และสารสกัดจากมัลเบอร์รี่ จึงนอกจากจะช่วยเรื่องความชุ่มชื้นตามแบบฉบับเอสเซนส์แล้ว ยังปรับสีผิวให้เรียบเนียน ลดจุดด่างดำ ผิวกระจ่างใสขึ้น ตัวเนื้อสัมผัสเป็นแบบน้ำ มีกลิ่นหอมแบบเลมอน ซึมลงสู่ผิวง่ายมาก เพียงแค่ตบลงบนผิวหน้าเบาๆ ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ และที่เราบอกว่า ตัวนี้คนผิวอ่อนโยนก็ใช้ได้ ลดโอกาสการเกิดอาการแพ้ เนื่องจากผ่านทางทดสอบทางคลินิกบู๊ทส์มาแล้ว และพบว่าจากกลุ่มตัวอย่างของผู้หญิงอายุ 25-65 ปี จำนวน 120 คน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อใช้กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงบำรุง มีสีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอภายใน 2 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล)

BIODERMA Sebium Lotion (800 บาท) ตัวนี้หลายคนคงเคยใช้กันมาแล้ว เหมาะกับผู้ที่มีผิวมันจนถึงผิวผสม ซึ่งตัวโลชั่นตัวนี้เป็นเหมือนการบูสท์ผิวให้เราใหม่หลังจากทำความสะอาดผิวหน้า แทนโทนเนอร์ได้ เพราะสามารถใช้ได้ทั้งกับสำลีหรือนวดเบาๆ ด้วยมือ โดยคุณสมบัติและส่วนผสมอัดเต็มขวด เช่น วิตามินบี 6, Capryloyl glycine, Agaric acid, Salicylic acid, Hydrating Power และนวัตกรรมที่เป็นสิทธิบัตรของแบรนด์ Fluidactiv Patented เพื่อลดการอุดตันในรูขุมขน ทั้งหมดนี้จึงทั้งปรับสมดุล กระชับรูขุมขน และชุ่มชื้นยาวนานถึง 8 ชั่วโมง พอเราได้ใช้จริงชอบในความชุ่มชื้นหลังใช้ แต่เราชอบใช้บริเวณทีโซน เพราะเป็นการลดน้ำมันใต้ผิว ระหว่างวันจึงขจัดความมันส่วนเกินได้ระดับหนึ่ง อีกทั้งยังลดโอกาสเกิดสิวได้อีกด้วย นอกจากนี้คนที่มีผิวบอบบางระคายเคืองง่าย ก็ใช้ได้ เนื่องจากปราศจากแอลกอฮอล์ จึงมีความอ่อนโยน ผ่านการทดสอบกับคนเอเชียโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเรียบร้อยจ้า

Naturals by Watsons Illuminating Essence Lotion (550 บาท) แค่เราเปิดฝาขวดก็ชื่นชอบในกลิ่นหอมธรรมชาติมากมาย แนวๆ แตงกวา รำข้าวประมาณนั้น ซึ่งตัวนี้เป็นเอสเซนส์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวหลังจากทำความสะอาด โดยมีส่วนผสมหลักของรำข้าวและถั่วเหลือง เป็นการเติมวิตามินบีและอี ซึ่งเหมาะมากสำหรับทุกสภาพผิว และที่สำคัญคนผิวระคายเคืองง่ายต้องถูกใจ เพราะปราศจากส่วนผสมของสารก่อการระคายเคืองถึง 8 ชนิด เอสเซนส์ขวดนี้เนื้อสัมผัสจะต่างไปจากทุกตัวที่รีวิวคือ มีความข้นมากกว่า แต่เรื่องการซึมลงสู่ผิวค่อนข้างรวดเร็ว และเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ นอกจากนี้ดีไซน์ขวดยังดูน่าใช้ มองปร๊าดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นธรรมชาติจริงๆ

4 สกินแคร์ใหม่ท้าประลองค่าฝุ่น ปกป้องผิวจากมลภาวะ

ให้ของขวัญผิวด้วยสกินแคร์สายแอนตี้ ออกซิแดนซ์ตัวเด่น