View 823 / Share

4 สกินแคร์ใหม่ท้าประลองค่าฝุ่น ปกป้องผิวจากมลภาวะ

BEAUTY/Skin Care - 4 สกินแคร์ใหม่ท้าประลองค่าฝุ่น ปกป้องผิวจากมลภาวะ

มาแล้วค่า! กับการอัพเดตสกินแคร์ที่เป็นหนึ่งในการดูแลผิวหน้าเราเพื่อช่วยให้ผิวหน้ายังคงมีสุขภาพดี ไม่หมองคล้ำเหมือนค่าฝุ่นที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซึ่งหน้าที่ของสาวๆ นอกเหนือจากการตื่นขึ้นมาเช็คค่าฝุ่นในแอพพลิเคชั่นแล้ว ก็ต้องดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ และบำรุงผิว รวมถึงการเลือกสกินแคร์ที่ช่วยต่อกรกับอากาศอันเลวร้ายที่เราคาดเดาไม่ได้ ซึ่งทั้ง 4 สกินแคร์ที่เราแนะนำจะมีส่วนผสมเพื่อช่วยฟื้นฟู บำรุง เพิ่มความชุ่มชื้น ให้เป็นเหมือนเกราะป้องกันผิวอีกขั้นทำให้อนุภาคละอองฝุ่นไม่มาเกาะที่ผิวเราได้ดีขึ้น นอกเหนือจากการใช้กันแดดปกป้องในขั้นสุดท้าย

Jafra Royal Revitalize Longevity cream (2,250 บาท) เป็นแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเข้าไทยไม่นาน แต่แบรนด์นี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1956 ใน มาลิบู แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งความโดดเด่นของแบรนด์นี้อยู่ที่ส่วนผสมหลักมาจากนมผึ้ง หรือรอยัล เจลลี่ ระดับพรีเมียม  ถือเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นอาหารชั้นเลิศ ช่วยเติมพลังและยืดอายุให้ราชินีผึ้งกว่า 40 เท่า ทางแบรนด์จึงนำส่วนผสมนี้มาผสานกับนวัตกรรมทางศูนย์วิทยาศาสตร์ของตัวเอง ดึงคุณค่าในนมผึ้ง (ซึ่งเค้าเน้นเลยว่าจะต้องไม่ทดสอบกับสัตว์ ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่เป็นอันตรายต่อผึ้งทุกตัว) จนได้เป็นส่วนผสมที่เป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์ที่เรียกว่า รอยัลเจลลี่ อาร์เจเอ็กซ์ ในทุกๆ สกินแคร์ของ จาฟรา รอยัล นั่นเอง รวมถึงครีมกระปุกนี้ที่เรากำลังได้ลองกัน

โดยครีมกระปุกนี้อยู่ในกลุ่มของการรับมือจากสัญญาณแห่งวัยต่างๆ เช่น ริ้วรอย ตีนกา ผิวไม่กระชับ หรือแม้กระทั่งความชุ่มชื้นของผิวที่ลดลง ซึ่งจากส่วนผสมหลักของแบรนด์นั้นจะเป็นเหมือนการชาร์จพลังให้ผิวเรา พร้อมการบำรุง และฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีชีวิตชีวาจากมลภาวะภายนอก นอกจากนี้ยังเสริมให้ผิวมีความชุ่มชื้นอย่างเหมาะสม ยกกระชับผิว ที่สำคัญใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

วิธีใช้นั้นง่ายมาก เพียงแค่เปิดฝากระปุกครีมมาปกติเลย แล้วทาให้ทั่วผิวหน้า ที่เราชื่นชอบคือ ตัวเนื้อครีมเบาลักษณะเหมือนครีมบาล์ม ที่ซึมลงสู่ผิวง่าย และผิวดูชุ่มชื้นขึ้น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายน้ำผึ้ง เราจะใช้ตัวนี้หลังจากสกินแคร์ชนิดน้ำหรือกึ่งน้ำ แต่ก่อนการทาครีมกันแดด โดยคนที่เหมาะกับครีมกระปุกนี้ เราแนะนำสำหรับคนที่กังวลเรื่องริ้วรอยเป็นพิเศษ รวมถึงคนที่เริ่มกังวลว่า มลภาวะแวดล้อมที่รุนแรงตอนนี้ อาจทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ส่วนคนที่มีผิวแพ้ง่ายนั้น ต้องบอกว่า แบรนด์นี้เค้าผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังมาแล้ว จึงลดโอกาสการเกิดอาการแพ้ได้นะสาวๆ 

Mamonde Vital vitamin essence (1,200 บาท) หนึ่งในแบรนด์จากฝั่งเกาหลีที่เราชื่นชอบ แบบว่าชอบทั้งผลิตภัณฑ์ และแบรนด์แอมบาสเดอร์สาวสวยอย่าง พัคชินฮเย หรือน้องผัก คือตอนนี้เห็นหน้าชีผักทีไร มามอนด์ก็จะผุดเข้ามาในสมองเราเช่นกัน เพราะฉะนั้นอะไรที่น้องผักออกมาพรีเซนต์ไอเท็มใหม่ เราก็ลองตามตลอด ซึ่งแน่นอนว่าล่าสุด ทางแบรนด์และน้องผักก็ส่งไอเท็มปลุกผิวด้วยการเน้นไปที่วิตามินคอมเพล็กซ์ 7 ประการ พร้อมสารสกัดจากดอกส้ม เพื่อต่อสู่กับผิวอ่อนล้าและหมองคล้ำ ส่วนกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผิวเราก้าวข้ามผ่าน PM2.5 ไปได้พร้อมต่อสู้กับสิ่งร้ายๆ ที่มาปะทะผิวเราไม่ให้เกิดริ้วรอยแห่งวัย ก็ตรงที่ตัวนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระด้วยนั่นเอง

เกริ่นมาซะยาวจะบอกว่าเราจะมาลองใช้หนึ่งในสกินแคร์ตัวใหม่ในกลุ่ม Vital vitamin อย่างเอสเซนส์ ซึ่งเนื้อเอสเซนส์มีความเบามาก และออกสีส้มใส สังเกตว่าภายในขวดนั้นจะมีคล้ายๆ เนื้อส้ม โดยตัวนั้นก็คือวิตามินต่อต้านอนุมูลอิสระในรูปแบบเท็กซ์เจอร์แคปซูล 3 สี ด้วยสารสกัดจากดอกส้ม (ไม่มีการแต่งสีสังเคราะห์) และดอกส้มที่เราพูดถึงอยู่นี้ จะมีระยะเวลาเบ่งบานและเก็บเกี่ยวในช่วงสั้นๆ เพื่อรักษาคุณค่าของสีและกลิ่นไว้ อีกทั้งอัดไปด้วยคุณสมบัติในการรักษาน้ำและความชุ่มชื้นในผิวเรา นอกจากนี้ยังมีวิตามิน C, B3, E, F, P และ B5 รวมแล้วจึงเรียกว่า วิตามินคอมเพล็กซ์ 7 ประการยังไงล่ะ

วิธีใช้ด้วยรูปแบบเอสเซนส์ก็เพียงกดที่หัวปั๊ม 2 -3 ปั๊มสามารถทาได้ทั่วหน้าและผิวคอ ซึ่งปกติเราชอบวอร์มบนฝ่ามือก่อนแล้วค่อยทาแล้วบนผิว แล้วก็ตบบนผิวหน้าเบาๆ เพื่อให้ความอุ่นของฝ่ามือช่วยผลักให้ส่วนผสมซึมลงสู่ผิวมากยิ่งขึ้น (อันนี้ก็แล้วแต่เทคนิคแต่ละคนเลย หรือสามารถเกลี่ยลงบนผิวได้โดยตรงเช่นกัน เนื่องจากเนื้อเอสเซนส์เบา จึงซึมสู่ผิวได้ดี) หลังจากทาจะสัมผัสได้ถึงผิวที่นุ่มขึ้นทันที และดูชุ่มชื้นขึ้น ไม่เหนียวเหนอะหนะ ส่วนตัววิตามินที่มาจากดอกส้มที่เราเห็นอยู่ในขวด ก็ซึมลงผิวได้ง่ายมาก นอกจากนี้ถ้าเราใช้อย่างสม่ำเสมอ ตัวคุณค่าของวิตามินที่เราพูดไปทั้งหมดจะเป็นการเสริมสร้างและฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรงขึ้น กระจ่างใส และลดเลือนริ้วรอย เหมาะกับคนที่เริ่มจะดูแลผิวหน้าจากมลภาวะภายนอกที่ถดถอยลง รวมถึงคนที่แต่งหน้าไม่ค่อยติด และมักโดนทักว่าผิวดูเหนื่อยล้า ก็ลองหันมาซบมามอนด์ตัวนี้ดูนะยูว์ นอกจากนี้เค้ายังมีครีมบำรุงผิวชนิดเจลในกลุ่มนี้ด้วย

The28 Bio Active Water Seal (1,180 บาท) เป็นสกินแคร์ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยเห็น เพราะตัวนี้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ใหม่ของร้าน All About You ซึ่งเป็นร้านที่รวบรวมสกินแคร์และเครื่องสำอางออร์แกนิคจากทั่วโลกไว้ ก็เป็นที่แน่นอนว่าครีมกระปุกนี้ต้องเป็นออร์แกนิคเช่นกัน ที่สำคัญได้รับประกันความปลอดภัยว่าปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อผิว รวมถึงสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพและร่างกาย พร้อมไม่มีการทดลองกับสัตว์ และถ้าถามว่าตัวนี้จะช่วยผิวเราจากอากาศและฝุ่นที่ล่องลอยในอากาศได้อย่างไร ต้องบอกว่าเวลาผิวเราไปเจอมลภาวะแวดล้อมจากภายนอก ระดับน้ำในผิวของเราก็จะลดลง ยิ่งอากาศแย่เท่าไร ผิวเราก็โดนทำร้ายหนักเข้าไปอีก ยิ่งถ้าใครไม่ได้บำรุงผิวก่อนออกจากบ้าน ก็จะสูญเสียระดับน้ำในผิวไปอย่างง่ายดายจนเป็นที่มาของผิวแห้ง ไม่กระชับ และเกิดการระคายเคืองได้

ครีมกระปุกนี้จึงเปรียบเสมือนฮีโร่ของคนที่ต้องการรักษาหรือเติมน้ำให้ผิว เพราะทางแบรนด์โดดเด่นเรื่องของนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีที่มีอนุภาคของโมเลกุลขนาดเล็ก จะซึมลงสู่ผิวเร็ว และเข้าบำรุงผิวถึงระดับเซลล์ผิว ส่วนหน้าที่ของเจ้าครีมกระปุกนี้ จะเป็นการปรับให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น และกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวยาวนานถึง 72 ชั่วโมง! (อันนี้ทางแบรนด์เค้าบอกมาเลยนะจ๊ะ) จึงลดการสูญเสียน้ำได้ และเป็นการปกป้องผิวเราจะสิ่งต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ทั้งหมดนี้นอกจากจะมีนวัตกรรมมาช่วยแล้ว ยังได้สารสกัดจากข้าวสาลี ที่มีคาร์โบไฮเดรต และ Alpha-Melight จากต้น Candeia tree ลดการอักเสบของผิว ผิวกระจ่างใส และลดการระคายเคืองที่เกิดจากการใช้พวกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA อีกด้วย

เราชอบในเท็กซ์เจอร์ของเนื้อครีมมาก แต่จะบอกว่าเป็นครีมก็อาจจะไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะนางมีลักษณะเป็นเจล ที่มีความเย็นผิวฟินๆ กลิ่นมีความอ่อนเบา ซึ่งในขณะที่เราทาจะรู้สึกว่าตัวเนื้อเจลมันจะแตกตัวจนคล้ายกับน้ำ จึงมีน้ำหนักเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ และค่อยๆ ซึมลงสู่ผิว ผลลัพธ์หลังใช้คือ ให้ผิวแมตต์แต่ไม่แห้ง สามารถใช้ครีมเจลกระปุกนี้ก่อนเซรั่มได้ (ขึ้นอยู่กับความสะดวก) หรือก่อนการทาครีมตัวอื่นๆ ส่วนในเรื่องการรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวนั้น ต้องบอกว่าระหว่างวันที่ได้ลองใช้ตัวนี้ จากการเทียบกับวันที่เราไม่ทาบำรุงผิวแล้วออกไปเผชิญโลกภายนอก ผลสำหรับเราคือ ผิวไม่เป็นขุยในบริเวณทีโซน ไม่รู้สึกว่าอุดตัน หรือเกิดอาการแพ้

Mad Hippie Hydrating Nutrient Mist (1,080 บาท) เป็นตัวสุดท้ายที่เราจะขอแนะนำเพื่อเสริมการป้องกันผิว และที่เราหยิบยกตัวนี้มาเนื่องจากว่า อยากให้สาวๆ พกสกินแคร์สักตัวไว้ใช้ระหว่างวันได้ และทำให้เรามั่นใจว่าผิวจะได้รับการปกป้องจากมลภาวะภายนอก อย่างแสงแดดได้ทั้งวัน แน่นอนว่าต้องเป็นสกินแคร์ในรูปแบบสเปรย์น่าจะใช้ได้ง่ายสุด เราจึงหยิบยกแบรนด์ Mad Hippie จากสหรัฐอเมริกาก็เพราะนางเป็นสายออร์แกนิค มีวางขายที่ร้าน All About You เช่นเดิม เน้นคุณค่าของการ Anti-Aging โดยเฉพาะเพื่อต่อสู้กับแสงแดดซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งริ้วรอย และได้รับความนิยมสูงสูดในสหรัฐอเมริกานะคะคู้ณณณณณ

หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากับแบรนด์นี้ เนื่องจากนางโด่งดังคับโต๊ะเครื่องแป้งของสาวๆ ในเมกา มีตัวยอดฮิตอยู่ 2 ตัว คือเซรั่มวิตามินซี และเซรั่มวิตามินเอ (ในไทยมีขายแล้ว ลองตามหากันดู) ส่วนตัวที่เรามาลองนั้นเป็นสเปรย์เอสเซนส์ ที่ช่วยลดความเสียหายของผิวที่มีสาเหตุมาจากแสงแดด ผิวกระชับขึ้น และทำให้ผิวดูชุ่มชื้นขึ้น ซึ่งจากที่เราพูดมาทั้งหมดนี้ มาจากสารสกัดบำรุงผิวกว่า 18 ชนิดด้วยกัน เวลาใช้ก็ง่ายตรงที่เปิดฝาปุ๊ปก็ฉีดบนผิวหน้าได้เลย ซึ่งตัวหัวสเปรย์ค่อนข้างกระจายเนื้อเอสเซนส์ดี ถ้าจะใช้บนผิวหน้าที่มีเมคอัพ ก็ฉีดบริเวณที่ต้องการ แล้วทัชอัพเมคอัพต่อเพิ่มได้ ก็เหมือนเป็นการเพิ่มพลังให้ผิว

เราจะใช้หลังทำความสะอาดผิวหน้า แล้วฉีดลงผิว (ฉีดห่างจากผิวเล็กน้อย) ผิวก็จะดูฉ่ำมากแต่ถ้าซึมลงสู่ผิวก็ให้ผิวที่ดูแมตต์แต่ชุ่มชื้น จากนั้นก็ค่อยๆ ตบให้เนื้อเอสเซนส์ซึมลงสู่ผิว หลังจากใช้สัมผัสได้ถึงผิวที่ชุ่มชื้นขึ้น เบาผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และกลิ่นหอมคล้ายๆ กับดอกไม้ ตัวนี้เราแนะนำสำหรับคนที่ต้องการสร้างความมั่นใจว่าผิวจะได้รับการปกป้องจากแสงแดดทั้งวัน โดยเฉพาะถ้าวันนั้นเราต้องเจอแดดเยอะๆ เพราะถ้าระหว่างวันรู้สึกว่าผิวหน้าหรือบริเวณผิวตรงไหนที่เหมือนโดนแดดทำร้ายก็หยิบมาฉีดได้เลย แล้วก็ตบเบาๆ เหมือนเดิม เรียกได้ว่า ต้องการเมื่อไรก็เรียกใช้ได้ทันที ซึ่งสามารถใช้ควบคู่กับสกินแคร์ตัวอื่นได้สบายๆ เอาเป็นว่าเก็บไว้เป็นลิสต์หนึ่งในทางเลือกการดูแลผิวจากมลภาวะภายนอกจากฝุ่นและแสงแดดแล้วกันน้าสาวๆ

สบู่หน้าใส ไอเท็มสุดเลิฟของ “น้องพลอย” รองมิสทีน ไทยแลนด์

รีวิวโทนเนอร์ เอสเซนส์ โลชั่นสูตรน้ำ มันต่างกันไหม แล้วใช้ยังไง?