View 999 / Share

โลกอีกใบของคลาแรงส์! กับสกินแคร์สายลูกคุณหนู

BEAUTY/Skin Care - โลกอีกใบของคลาแรงส์! กับสกินแคร์สายลูกคุณหนู

ฉีกแนวจากที่เราคุ้นเคยไปเลยกับหนึ่งในไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ Clarins แถมยังมีความต่างอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตัวสีแพ็คเกจ ส่วนผสม การดูแลผิว และแน่นอนชื่อยังมีการเรียกเจ้าน้องๆ ในแก๊งนี้ว่า My Clarins ซึ่งสำหรับในบทความนี้เราจะไม่ขออธิบายว่านางมีใครอยู่ในแก๊งบ้าง แต่เราจะมาสรุปรวมเป็นข้อๆ เลยว่า My Clarins น่าสนใจตรงไหน และทำไมต้องมีชื่อแยกออกมา

1. My Clarins เพิ่งจะวางขายที่เคาน์เตอร์คลาแรงส์เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีความแตกต่างแบบเห็นภาพชัดเจนกับ Clarins แต่ยังอยู่ภายใต้แบรนด์และเคาน์เตอร์เดียวกันนะจ๊ะ โดย My Clarins ตั้งไว้ว่าเหมาะกับวัย(หลาน)เรา ช่วงอายุ 15-25 ปี แต่ Clarins จะเป็นวัย 25 ปีขึ้น หรือวัยที่เริ่มเข้าสู่โหมดทำงานจริงจัง

2. อ้าวแล้วถ้าเกิน 25 ปีใช้ได้หรือไม่ อูยยยยย ใช้ได้สิจ๊ะ ถ้ามีใจจะซื้อ แถมบางคนที่ต้องการการดูแลผิวแบบกลับมาเริ่มต้นจากส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติเพื่อการบำรุงพื้นฐานก่อน หรือคนที่อาจจะพ่ายแพ้ต่อส่วนผสมที่บางครั้งมันมากเกินไปในเลเวลสกินแคร์ในวัยตัวเอง ก็จะหันมาลองแก๊ง My Clarins ได้เช่นกัน

3. เป็นสกินแคร์ที่ยึดหลักจริยธรรมด้วยการใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยส่วนผสมทุกอย่างเป็น Vegan (ไม่มีส่วนผสมที่มาจากสัตว์) และไม่มีการทดลองกับสัตว์

4. สีบรรจุภัณฑ์ จะเป็นสีขาวแดงและขาวเขียวหยก เพราะต้องการสื่อถึงเรื่องการรีไซเคิล และการนำสิ่งของต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ ซึ่งแม้กระทั่งกล่องยังทำมาจากกระดาษแข็งจากป่าไม้แบบยั่งยืน เป็นไง! ลึกซึ้งไหมล่ะ

5. ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Healthy Skin [In&Out] Complex นั่นคือการใช้ส่วนผสมหลักๆ จากมะพร้าว และ Alpenrose ที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และจุลธาตุ ในการเติมอาหารให้ผิวเข้าไป และผลักเอาพวกสิ่งสกปรกออกมา นอกจากนี้ก็ยังเสริมพวกสารสกัดจากผลไม้ พืช ดอกไม้ และเมล็ดพันธุ์เข้าไปด้วย ที่สำคัญไม่มีพวกสารพาทาเลต พาราเบนหรือซัลเฟต จึงลดโอกาสการเกิดอาการแพ้ลงได้เยอะเลย

6. หลายชิ้นใน My Clarins มีความเป็นออร์แกนิคถึง 88% อ้าว! แล้วที่เหลือล่ะเป็นอะไร ก็เป็นพวกสารสังเคราะห์สำคัญทั้งหลายเพื่อสร้างเนื้อสัมผัสและรักษาคุณภาพของสกินแคร์ยังไงล่ะจ๊ะ

7. สกินแคร์ที่อยู่ใน My Clarins จะมีตั้งแต่ขั้นล้างหน้า ซึ่งเป็นเนื้อเจล และคลีนซิ่ง มิลค์ เช็ดเมคอัพต่างๆ (เช็ดได้แม้กระทั่งรอบดวงตาและปาก) และเพิ่มตัวสเปรย์ฉีดผิว ตัวเบลอรูขุมขน (ตัวที่พูดถึงในข้อ 11) รวมถึงเจลแต้มสิวอีกด้วย (วัยรุ่นก็งี้มีสิวเป็นธรรมดา) ตามด้วยครีมกลางวันและกลางคืน

8. เราสามารถเลือกซื้อครีมกลางวันได้ตามสภาพผิวกันเลย เพื่อให้การบำรุงที่ตรงจุดที่สุด โดยแบ่งเป็นผิวแห้ง ผิวมันหรือผิวผสม และผิวธรรมดา

9. สังเกตไหมมีครีมเพียงกระปุกเดียวที่เป็นสีเขียวหยก เพราะนางเป็นครีมตัวเดียวในกลุ่มนี้ที่ใช้ทาบำรุงตอนกลางคืนยังไงล่ะจ๊ะ จะทาบางๆ บำรุงทุกวัน หรือพอกหนาขึ้นเป็นสลีฟปิ้งมาส์กก็ตามสะดวก ซึ่งเนื้อสัมผัสนางเป็นอารมณ์ครีมกึ่งเจลที่นุ่มและเบาเฟ่อร์

10. ของแบบนี้มันต้องลอง! ก็ถ้ามีโอกาสตรงไปที่เคาน์เตอร์ ทางแบรนด์จะมีแผ่นตามภาพด้านบนนี้เลย เราก็แค่สแกน QR Code เพื่อรับขนาดทดลองไปลองใช้ก่อนได้เลย เห้ยๆ ดีงาม

11. แน่นอนว่าเราได้ลองมาแล้ว ชอบที่สุดคงเป็นกลิ่นนี่แหละ ต้องบอกว่าทุกชิ้นหอมอ่อน รู้เลยว่ามาจากพืชพรรณหรือไม่ก็ผลไม้ อย่างตัวที่เราติดใจมากต้อง Pore-less Blur And Matte Stick มีหน้าที่เบลอรูขุนขน (ซึ่งนางทำให้ผิวเรานุ่มลื่นและเนียนขึ้นด้วย) ก็มีกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่  

12. หันมาที่ราคานะจ๊ะ โดยกลุ่มนี้จะมีทั้งหมด 9 ชิ้น เริ่มต้นที่ 700 บาท และแพงที่สุดอยู่ที่ 1,300 บาท ก็แน่นอนว่าถ้าตัวสาวๆ เองใช้ Clarins อยู่แล้ว ก็จะรู้ว่าราคานี้ในกลุ่มของสกินแคร์คือ ไม่แพงเลย

13. สิ่งที่ทุกคนต้องรู้เลย My Clarins ไม่ได้มีวางขายทุกเคาน์เตอร์ในไทยนะจ๊ะ แต่จะมีแค่ 4 สาขาเท่านั้น (สยามพารากอน, ไอคอน สยาม, เซ็นทรัล เวิลด์ และ เซ็นทรัลลาดพร้าว) แต่ถ้าเราไม่ได้ไปทั้ง 4 สาขา หรือ อยู่ต่างจังหวัดล่ะ เค้าก็แก้ไขให้ทุกคนโดยการสั่งผ่านออนไลน์ของ เซ็นทรัล ออนไลน์ได้เลยจ้า

14. ส่วนถ้าใครต้องการตามความเคลื่อนไหวของ My Clarins เค้ามีอินสตาแกรมแยกมาจาก Clarins ก็ใช้ชื่อตามแก๊งเค้าเลย

ครีมติดดาว! ช่วงนี้ครีมไหนน่าใช้มาส่องรีวิวกัน

3 ครีมกันแดดทาหน้า จากนีเวีย ซัน ซัมเมอร์นี้ผิวแบบไหนก็ไม่มีหมอง