View 703 / Share

ครีมติดดาว! ช่วงนี้ครีมไหนน่าใช้มาส่องรีวิวกัน

BEAUTY/Skin Care - ครีมติดดาว! ช่วงนี้ครีมไหนน่าใช้มาส่องรีวิวกัน

ครีมออกมาใหม่พรึบพรั่บ และมาในรูปแบบที่ไม่เหมือนเดิมก็เยอะจนเลือกใช้ไม่ถูก เราเลยจับเอาตัวเด่นในรอบ 1-2 เดือนที่ผ่านมาว่ามีครีมตัวไหนน่าสนใจบ้าง ซึ่งเราก็ลองใช้สลับไปมาตามช่วงชีวิตของผิวหน้า เพราะบางวันผิวโทรม สิวขึ้น ผิวแห้ง และตื่นสาย การประโคมสกินแคร์มันก็ต่างกันไป จึงลิสต์มาให้อ่านว่าถ้าสาวๆ ต้องเผชิญกับปัญหาผิวแบบไหน ควรใช้ตัวไหนในช่วงนี้

ปล. ผลลัพธ์หลังใช้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วยจ้า

ไม่ต้องตกใจไป! นี่คือครีมนวัตกรรมใหม่ของแบรนด์ลาเนจ ซึ่งแบรนด์เค้าขึ้นชื่อลือช้าเรื่องการพัฒนาทุกไอเท็มจริงๆ อย่างตัวนี้คือครีม ครีมจริงๆ ไม่โกหกหรอก แต่มาในรูปแบบน้ำ ที่รวมเอาทุกคุณสมบัติเด่นๆ ของทุกขั้นตอนการบำรุงพื้นฐานมาไว้ในขวดเดียว

Cream Skin Refiner (950 บาท) ความโดดเด่นคือใช้เอกสิทธิ์เฉพาะแบรนด์ชื่อ Cream Blending ให้ออกมาในรูปแบบเนื้อน้ำนมที่เบาแต่แน่นไปด้วยคุณสมบัติที่มีสารสกัดจากใบชาขาว ซึ่งมีกรดอะมิโนช่วยปลอบประโลมผิว ให้ความชุ่มชื้น และผิวแข็งแรงขึ้น แต่ที่พีคจะอยู่ที่ใบชาเนี่ยแหละ ที่แบรนด์บอกเลยว่าใบชาขาวที่เก็บเกี่ยวนั้นต้องเป็นใบแรกในฤดูใบไม้ผลิ ภายใต้การควบคุมการสังเคราะห์แสงด้วยวิธีสกัดเย็น ทำให้ได้กรดอะมิโนจากใบชาขาวที่เหนือกว่าปกติทั่วไป ซึ่งวิธีนี้เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของบริษัทแม่ของลาเนจ ง่อววววววว นอกจากนี้ไม่มีสารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น สีสังเคาระห์, PEG, น้ำหอม, อนุพันธ์จากสัตว์ และสารปรับค่าสมดุลความชุ่มชื้น

ลองใช้สิ: ตัวนี้เหมาะกับทุกสภาพผิว แต่ทริคการใช้จะต่างออกไป คนที่ผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ตัวนี้ลงตามมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ไม่ทำให้หนักผิวแต่ผิวชุ่มชื้นขึ้น ส่วนคนผิวมันลงตัวนี้ตัวเดียวแทนทุกสรรพสิ่งการบำรุงบนโลกใบนี้ได้เลย โดยไม่ทำให้ผิวเหนอะเพิ่มขึ้น และข้อดีที่เราชอบมากกับครีมแบบน้ำนม คือนางสามารถนำมาเทลงบนสำลีให้พอชุ่ม แล้วเอามามาส์กบนผิวหน้า ก็ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นได้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นครีมเหนือครีมที่แท้ทรู แต่ขวดหนักไปสักนิดถ้าไปต่างประเทศควรแบ่งใส่ในขวดสเปรย์เล็กๆ แล้วเอามาฉีดบนผิวหน้าก็ได้นะยูว์ ไม่ต้องแบกไปทั้งขวด

ชิ้นต่อไป

ราคาอาจจะแรงส์! แต่พูดเลยว่านางช่วยทำให้สาวๆ รักผิวตัวเองยิ่งขึ้นแน่นอน เหมือนอย่างตัวเราเองที่เคยได้ลองตัวเซรั่มสูตรนี้มาแล้ว ตอนนี้ก็ถึงทีงัดครีมเนื้อบางเบามาลองใช้ควบคู่กันดูสิ

Sulwhasoo Bloomstay Vitalizing Cream (5,000 บาท) เป็นผลผลิตที่ใช้ส่วนผสมของดอกพลัมที่มีประสิทธิภาพในเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง โดยแบรนด์โซลวาซู จะเลือกดอกพลัมสีเขียวที่เก็บเกี่ยวในช่วงก่อนผลิดอก ซึ่งว่ากันว่าเป็นช่วงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่ากับวิตามินซีเลยทีเดียว จึงมีคุณสมบัติดูแลริ้วรอยแห่งวัยโดยเฉพาะ และผลพวงอื่นๆ ที่เราจะได้ อาทิ ผิวที่ชุ่มชื้นขึ้น เรียบเนียนขึ้น และเป็นปราการที่ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะภายนอก รวมถึงความหอมจะช่วยปลอบประโลมผิวจากความเหนื่อยล้าได้ดีอีกด้วย

ลองใช้สิ: สำหรับโซลวาซู ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง ทั้งเรื่องของตัวเนื้อครีมและแพ็คเกจ โดยเรามาเริ่มที่เนื้อครีมกันก่อน ซึ่งเราว่านางมีสัมผัสดึ๋งๆ คล้ายเยลลี่เล็กน้อยเหมือนกันนะ และค่อนข้างซึมลงสู่ผิวไวเลยทีเดียว และไม่หนักผิว อีกความดีงามคือ ในขณะที่เรากำลังเกลี่ยเนื้อครีมจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้หวานๆ เบาๆ ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นกลิ่นดอกพลัมรึเปล่า (เราเองก็ไม่เคยได้กลิ่นดอกพลัมด้วยสินะ) หลังจากใช้ ผิวจะแลดูชุ่มชื้นและนุ่มขึ้น ส่วนเรื่องการดูแลริ้วรอยนั้น คงต้องใช้อย่างต่อเนื่องและดูผลกันยาวๆ มาที่ตัวกระปุก คอลนี้จะมาในรูปแบบสีชมพูอ่อน คาดว่าเป็นสีของดอกพลัมตอนผลิบาน และตัวกระปุกมีความแข็งแรง มีน้ำหนัก และดูหรูหรา แถมมาพร้อมกับไม้พายหน้าตาพรีเมียมเพื่อสะดวกต่อการตักเนื้อครีมนั่นเอง

ชิ้นต่อไป

อีกหนึ่งครีมที่หน้าตาไม่เหมือนเดิม ไม่ได้มาในรูปแบบกระปุก แถมยังเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์ Innisfree โดยการใช้ส่วนผสมหลักเป็นทับทิมที่เพาะเลี้ยงที่เกาะเชจูโดยเฉพาะ ว่าแต่ครีมขวดนี้จะมีความต่างและโดดเด่นตรงไหน เลื่อนตามมา

Jeju Pomegranate Revitalizing Capsule Cream (900 บาท) เป็นแคปซูล ครีมที่มีส่วนผสมหลักของน้ำทับทิมคั้นสดและน้ำมันสกัดจากเมล็ดทับทิม ซึ่งเค้าบอกเพียงหนึ่งปั๊มก็ได้สารอาหารบำรุงที่จำเป็นแก่ผิวแล้วล่ะจ้า ความพิเศษนอกจากจะมาเป็นรูปลักษณ์ครีมแคปซูลแล้ว ตัวของทับทิมนี่แหละที่เป็นนางเอกตัวจริง โดยแหล่งที่มาของนางมาจากเกาะเชจูที่ทางแบรนด์เพาะเลี้ยงเอง ใช้น้ำสะอาด อยู่ที่อากาศบริสุทธิ์ ปุ๋ยและดินที่มีความอดมสมบูรณ์ จึงได้สารอาหารในทับทิมที่มีคุณภาพนั่นเอง ซึ่งประโยชน์ของทับทิมมีครบทุกส่วนของผล เน้นการคืนความอ่อนเยาว์ กระจ่างใส ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง

ลองใช้สิ: หยิบขึ้นมาใช้โดยแทบจะไม่ต้องเขย่า ซึ่งสังเกตว่าด้านในขวดจะมีเม็ดเล็กๆ นับไม่ถ้วน พอเราปั๊มเนื้อครีมออกมาจะมีเม็ดแคปซูลสีชมพูอ่อนผสมในเนื้อเจลใส ซึ่งแคปซูลนั้นคือ น้ำมันจากเมล็ดทับทิม ที่พอเราเกลี่ยจะแตกตัวซึมลงผิวได้ง่าย และมีกลิ่นหอม ไม่เหนอะผิว ส่วนเทคนิคที่เราใช้นั้น เรามักจะใช้หลังจากทาเซรั่มหรืออิมัลชั่น โดยเกลี่ยเนื้อครีมลงผิวก่อน แต่ไม่ต้องเกลี่ยจนซึมลงผิวแนบสนิท ให้ใช้ฝ่ามือตบลงเบาๆ บนผิว เป็นการใช้ความอุ่นของฝ่ามือเราผลักอาหารลงสู่ผิวให้ล้ำลึกขึ้นนั่นเอง และมักจะเลือกใช้ในวันที่ผิวรู้สึกอ่อนล้า ดูหมองๆ เพราะตัวกลิ่นหอมของครีมทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น และผิวดูชุ่มชื้น

ชิ้นต่อไป

เอาใจคนผิวแห้ง หรือต้องการบำรุงผิวในช่วงที่ต้องเจออากาศแห้งๆ อย่างอากาศร้อนบ้านเรา โดยการบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างเต็มอิ่ม และมีสารสกัดที่เน้นสายนี้โดยเฉพาะ มาในรูปแบบครีมหลอดสีเงิน ง่ายต่อการใช้

หลอดสีเงินนี้เป็นหนึ่งในสกินแคร์ใหม่จากแบรนด์ Thann ซึ่งใครที่เป็นแฟนแบรนด์นี้ต้องรู้ดีอยู่แล้วว่า ทุกตัวจะนำส่วนผสมมาจากแหล่งธรรมชาติชั้นดีทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เนื่องจากวางขายถึง 4 ทวีป 89 สาขา อย่างตัว Rice Extract Moisturising Cream (1,200 บาท) ที่เราบอกว่าเน้นคนที่ผิวแห้งโดยเฉพาะซึ่งมีส่วนผสมเกรดเยี่ยมถึง 4 ชนิดคือ สารสกัดจากเซลล์ต้นกำเนิดของข้าวแดง, น้ำมันรำข้าว, เชีย บัตเตอร์ และอีฟนิ่ง พริมโรส ออร์แกนิค (ผ่านการรับรองจาก USDA ของอเมริกา) ซึ่งแน่นอนว่าต้องให้ความชุ่มชื้นที่ยาวนานขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ปกป้องผิวจากมลภาวะต่างๆ และนุ่มเนียน ลดการระคายเคืองผิวด้วยสูตรที่ปราศจากพาราเบน

ลองใช้สิ: แค่บีบเนื้อครีมออกจากหลอดก็ได้กลิ่นหอมมาเลย คล้ายดอกไม้หอมอ่อนๆ เนื้อครีมเบาและซึมง่ายมาก โดยปกติเราจะใช้ในวันที่มีเวลามากๆ หน่อยในช่วงเช้าหรือก่อนนอน เพราะด้วยเนื้อครีมที่แน่นและเบาเนี่ยแหละเหมาะมากที่จะเป็นตัวนวดหน้าหลังจากบำรุงตัวอื่นๆ ไปแล้ว ส่วนอีกข้อดีคือไม่ทำให้หนักผิวต่อให้ใช้ตามตัวอื่นๆ และช่วยให้ผิวนุ่มขึ้น โดยเวลานวดให้เราบีบเนื้อครีมลงบนฝ่ามือพอประมาณ (ค่อยเพิ่มปริมาณครีมทีหลังถ้าไม่หนำใจ) แล้ววนเนื้อครีมที่ฝ่ามือก่อน แล้วค่อยนวดวนบนผิวหน้าเบาๆ จะเป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนของเลือดให้ผิวเราแข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย ใครที่เป็นคนผิวแห้งมากๆ หรืออยู่ในที่ที่อากาศแห้ง ให้ลองใช้ครีมหลอดนี้ดูนะจ้า เวิร์คใช่เล่น!

ชิ้นต่อไป

แบรนด์น้องใหม่แต่ก็ไม่ใหม่ซ่ะทีเดียว เป็นการแตกหน่อมาจากแบรนด์ Clarins ที่เราคุ้นเคย ภายใต้ชื่อว่า My Clarins ซึ่งเราเคยพูดถึงไลน์นี้ไว้แล้ว อ่านเต็มๆ ที่นี่ แต่ถ้าจะให้พูดสั้นๆ เลย ตัวนี้จะเน้นการบำรุงผิวที่เหมาะกับวัยเริ่มรุ่นจนถึงวัยรุ่นปลายๆ เพื่อการดูแลผิวขั้นพื้นฐาน

หนึ่งในตัวที่เราแนะนำเป็นครีมสูตรสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง Re-Boost Comforting Hydrating Cream (1,200 บาท) เพื่อการลดเลือนรอยแดงและผิวแห้งตึง ให้ดูชุ่มชื้นขึ้นและคืนความสดใส ซึ่งมีส่วนผสมจากธรรมชาติสูงถึง 88% จากทั้งผลไม้ พืช ดอกไม้ และเมล็ดพันธุ์ อาทิ น้ำมะพร้าว, โกจิ เบอร์รี่, ผลสตรอเบอร์รี่ต้น, เชีย บัตเตอร์ และดอกต้นส้ม ฯลฯ นอกจากนี้ตัวกระปุกที่ใช้สีออกชมพูแดงก็มีความหมายที่สื่อถึงเรื่องการรีไซเคิล ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และทุกอย่างที่อยู่ในกระปุกยังปราศจากส่วนผสมที่มาจากสัตว์ จึงขึ้นแท่นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ยึดหลักจริยธรรมด้วยการใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเน้นความเป็นออร์แกนิคให้มากที่สุด

ลองใช้สิ: ถ้าดมเนื้อครีมจากกระปุกจะได้กลิ่นหอมคล้ายๆ ดอกไม้ผลไม้ เป็นกลิ่นผู้ดีมาก โดยสูตรที่เราใช้เป็นสูตรเฉพาะผิวแห้ง และสังเกตเนื้อครีมจะมีเป็นเนื้อด้านไม่วาว แต่เบา และซึมลงสู่ผิวง่าย คือช่วงไหนที่สุขภาพผิวไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมาก ตัวนี้คือครีมพื้นฐานที่เราเลือกใช้เลย เพราะติดใจในความหอมจริงๆ และบำรุงผิวได้ชุ่มชื้นระดับหนึ่ง แถมด้วยผิวนุ่ม เบาสบายผิว ไม่แมตต์หรือวาวมาก ไม่เหนอะหนะ สาวๆ ที่อยากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ชอบการปรุงแต่งด้วยส่วนผสมเคมีหนักๆ หรือตามหาสกินแคร์เพื่อการบำรุงพื้นฐาน ไม่ได้เน้นปัญหาผิวด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ แบรนด์ Myclarins เป็น Final Call เลยจ้า

ชิ้นต่อไป

ต้องขอบคุณพี่ก้อย รัชวิน เลยนะคะ ที่ทำให้เรารู้จักและคุ้นเคยกับแบรนด์นี้มากขึ้น ซึ่งถ้าใครจำได้ว่าตอนพี่ก้อยไปช่วยพี่ตูน วิ่งเพื่อรับบริจาคเงินช่วยโรงพยาบาล แฟนคลับที่เห็นถามว่า พี่ก้อยใช้กันแดดของอะไร แน่นอนว่าพี่ก้อยก็มาเฉลยให้แล้วจ้าว่าเป็นแบรนด์ Supergoop! แต่เราไม่ได้จะพามารีวิวตัวนั้นนะ จะพาไปรู้จักครีมตัวล่าสุดที่เพิ่งเข้าไทยกันเลย

แบรนด์ Supergoop! ถือว่าเป็นแบรนด์บำรุงผิวแบรนด์แรกที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันแสงแดดเป็นอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ว่าทุกคนจะใช้สกินแคร์ตัวไหนของแบรนด์นี้ เค้าก็จะต้องมีตัว SPF พวงมาด้วย อย่างล่าสุดเป็น Superscreen Daily Moisturizer SPF40 PA+++ (1,750 บาท) มอยส์เจอร์ไรเซอร์สำหรับใช้ตอนเช้าโดยเฉพาะ เนื่องจากมีตัวป้องกันแสงแดดมาให้พร้อมเพื่อปกป้องผิวหน้าจากทุกปัจจัยที่มากระทบผิวเรา แต่ให้การบำรุงผิวที่ได้ประสิทธิภาพเช่นกัน ทั้งเรื่องความชุ่มชื้น และชะลอริ้วรอยก่อนวัย จากส่วนผสมหลักของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน, ซีเรียม และพืชต่างๆ นอกจากนี้ยังไม่มีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ออกซิเบนโซน, พาราเบน, ซัลเฟต และอีกกว่า 100 ชนิด

ลองใช้สิ: เราขอเริ่มต้นความประทับใจในส่วนผสมก่อน เพราะตัวนี้นอกจากจะมีความเป็นธรรมชาติสูงมากแล้ว ยังมีความปลอดภัยต่อปะการัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่างประเทศรณรงค์ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว เพราะกันแดดที่เราใช้ส่วนใหญ่จะมีสารทำลายปะการังทั้งสิ้น รวมถึงสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ตัวนี้จึงสบายใจได้ถ้าเราไปเที่ยวทะเลแล้วต้องลงเล่นน้ำ ก็นางเป็นทั้งมอยส์เจอร์ไรเซอร์ตอนเช้าและกันแดด แต่ปกติเราก็คงไม่ได้ไปเที่ยวทะเลกันทุกวันหรอกจริงม่ะ? แต่มันคือหนึ่งในความมั่นใจว่าจะอ่อนโยนต่อผิวของเราด้วยต่างหากยูว์ จึงใช้ได้ทุกวันอย่างสบายใจ ยิ่งวันไหนที่รีบมากเวอร์ ไม่มีเวลาทาครีมด้วยกันแดดด้วย เราก็จัดกระปุกนี้ตัวเดียวแล้วออกจากบ้านได้เลย ซึ่งเนื้อสัมผัสเบามาก ซึมง่าย และไม่มีกลิ่นเลยยยยยย กระปุกดีไซน์เกร๋ มีเอกลักษณ์ น่าใช้เข้าไปอีกจ้า ใครที่อยากประหยัดเวลา รักษ์ท้องทะเล แถมได้บำรุงผิวอย่างอ่อนโยน ก็ซื้อกระปุกนี้ยกลังกันไปเลย

รีวิวเซรั่มมัดใจใครหลายคนในราคาไม่เกิน 1,000 บาท

โลกอีกใบของคลาแรงส์! กับสกินแคร์สายลูกคุณหนู

More story