View 1.15K / Share

ย้อนดูเทรนด์แต่งหน้าทำผมของสาวญี่ปุ่นในช่วง 30 ปี (ชมคลิป)

FASHION/Fashion Talks - ย้อนดูเทรนด์แต่งหน้าทำผมของสาวญี่ปุ่นในช่วง 30 ปี (ชมคลิป)

ถ้าใครติดตามข่าวต่างประเทศ ก็คงรู้กันว่า ยุคสมัยเฮเซย์ของญี่ปุ่นนั้น กำลังจะจบลงในปี 2019 นี้แล้ว นับเป็นเวลารวม 30 ปี ตั้งแต่เริ่มต้น เฮเซย์ปีที่ 1 ในปี 1989 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วง 30 ปีที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในเรื่องสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวด้วย เรามีสรุปเทรนด์การแต่งหน้าทำผมของญี่ปุ่น ในช่วง 30 ปียุคเฮเซย์มาให้ดูกัน ไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งหมดเป็นนางแบบคนเดียวกัน!! ไปเริ่มดูกันเลยค่ะ

ยุคเฮเซย์ปีที่ 1 – ปีที่ 5 (1989 – 1993)

สไตล์หรูหราแบบยุคฟองสบู่ที่ยังหลงเหลือจากสมัยโชวะ ผู้หญิงในยุคนี้มีความเป็นตัวของตัวเองและมั่นใจมากขึ้น กล้าใช้เงิน เดินทางเที่ยวต่างประเทศ เทรนด์ที่บูมในตอนนั้นคือ “สไตล์คุณหนูหรูหรา” แฟชั่นจะเป็นแบบเน้นรูปร่าง เช่น บอร์ดี้คอน แต่ก็ยังมีแนวที่ผสมสไตล์เรียบร้อยเข้ากับความลำลอง แบบกางเกงยีนส์ ใส่กับเสื้อสูทกระดุมทอง ที่ดูเรียบร้อย

การแต่งหน้านั้น เน้นทาปากให้มีสีสันชัดเจน โทนแดง-ชมพู ทรงผมที่ฮิตคือ ผมยาวแบบซอยไล่ระดับ หรืออาจจะดัดช่วงปลายบ้าง ส่วนผมม้านั้น นิยมทำผมม้าแบบบางโปร่ง

ยุคเฮเซย์ปีที่ 6 – ปีที่ 10 (1994 – 1998)

หลังจากหมดยุคฟองสบู่ ผู้คนก็หันมาประหยัดกันมากขึ้น เทคโนโลยีอย่างคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ เริ่มเป็นที่แพร่หลายในยุคนี้ เริ่มเกิดวัฒนธรรม GAL ผมสีน้ำตาล และคิ้วเส้นเล็กบาง สาวม.ปลายนิยมใส่ถุงเท้าลูซซ้อกส์ นามิเอะ อามูโระ ถือว่าเป็นไอคอนในยุคนี้ สาวญี่ปุ่นในยุคนั้นนิยมใส่รองเท้าส้นตึกและกระโปรงสั้นตามแบบเธอ

การแต่งหน้านั้น ด้วยความที่นิยมทำผมสีให้อ่อนลง เป็นโทนน้ำตาล การแต่งหน้าจึงไปในแนวทางที่เข้ากัน เน้นทำผิวให้ดูใส ทาตาแบบมีประกาย ทาปากโทนสีน้ำตาล, สีนู้ดเบจ โดยรวมแล้วเป็นสไตล์เท่ๆ นั่นเอง ทรงผมนั้นนิยมซอยผมแบบไล่ระดับ

ยุคเฮเซย์ปีที่ 11 – ปีที่ 15 (1999 – 2003)

ในยุคมิลเลียนเนี่ยมนี้ สตรีทแฟชั่นเป็นที่นิยมมาก แบ่งออกเป็นหลายสไตล์ ทั้ง GAL, เรียบหรู, อูราฮาราจูกุ ถือได้ว่าเป็นสไตล์ชิบุย่าที่พัฒนาจาก GAL ในยุค 90s วัยรุ่นนิยมแต่งตัวสีจัดจ้าน, แต่งเครื่องหัวใหญ่ๆ แต่งหน้าในแบบแหวกแนว ทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศด้วย

ในยุคนี้ ผิวสีแทนเป็นที่นิยมมาก วัยรุ่นบางส่วนก็อาบแดด หรือเข้าซาลอนผิวแทน แต่บางส่วนก็ทำผิวแทนด้วยการแต่งหน้าใช้รองพื้น เน้นแต่งตาให้โดดเด่น เขียนรอบขอบตา ทำคิ้วให้บางสีอ่อน ส่วนผมนั้นนิยมกัดสีให้อ่อนลง ทำสีโทนเหลือง, แอช, ทอง

ยุคเฮเซย์ปีที่ 16 – 20 (2004 – 2008)

เศรษฐกิจเริ่มไม่ดีเหมือนก่อนหน้า ทำให้คนประหยัดกันมากขึ้น เกิดการบูมของกระแสการหาคู่แต่งงาน ทำให้ผู้หญิงนิยมการแต่งตัวเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นสาวป็อป แฟชั่นนั้นนิยมแนวลูกไม้หวานๆ ดูเป็นเลดี้ สีชมพู เป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตแพร่หลายมากขึ้น บรรดาบล็อกเกอร์มากมายจึงแจ้งเกิดในยุคนี้

การแต่งหน้านั้นเน้นทำให้ผิวดูเป็นธรรมชาติ แต่งตาโทนสีน้ำตาล ทาปากสีชมพูเบจ ส่วนสีนั้น ถึงแม้จะคงความเป็นธรรมชาติอยู่ แต่ก็เน้นแต่งแบบจัดเต็ม ตาต้องเขียนขอบแน่น, ปัดมาสคาร่าฟูๆ , ติดขนตาปลอมให้ตาดูโต ปากทาลิปกลอสให้เงางาม และเริ่มมีสินค้าที่ช่วยเน้นดวงตา อย่างคอนแทคเลนส์เลนส์บิ๊กอาย และการต่อขนตาปลอม ออกมาในช่วงนี้ ทรงผมนั้น นิยมผมยาว สีโทนเข้ม เพื่อให้จัดเต็มตามใบหน้า เลยมีการต่อผม และการม้วนผมเพื่อให้ผมดูพองมีวอลลุ่ม

ยุคเฮเซย์ปีที่ 21 – ปีที่ 25 (2009 – 2013)

เนื่องจากการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ ในปี 2011 มุมมองต่างๆ และการใช้จ่ายของสังคมญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไป โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กเป็นที่แพร่หลายมาก และถูกใช้เพื่อการเชื่อมต่อผู้คนอีกด้วย ในแง่แฟชั่นผู้หญิงเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่เข้ากับตัวเองจริงๆ ไม่พยายามเกินตัว กลับไปสู่ความเป็นธรรมชาติ คำว่า Kawaii (น่ารัก) กลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติ ทั้งแฟชั่นและวัฒนธรรรม ในญี่ปุ่นเอง ก็ใส่ความคาวาอี้ลงไปแม้แต่สำหรับผู้ใหญ่เอง ทำให้เกิดคำ “โอโตนะคาวาอี้” หรือ น่ารักแบบผู้ใหญ่นั่นเอง

ทั้งการแต่งหน้าและแฟชั่น เป็นแบบสบายๆ ทาไฮไลต์ที่ใต้ตา เน้นถุงใต้ตา ปัดแก้มในระดับสูงให้เหมือนดูมีเลือดฝาด ผมนั้น นิยมดัดอ่อนๆ หือม้วนให้ดูมีเคิร์ล หรือเน้นม้วนแค่ปลายผม ดูเป็นธรรมชาติแบบบางเบา

ยุคเฮเซย์ปีที่ 26 – ปัจจุบัน (2014 – 2018)

ช่วงปลายยุคเฮเซย์นี้เศรษฐกิจเริ่มอยู่ตัว เป็นยุคที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาญี่ปุ่นมากขึ้น มุมมองและความคิดต่างๆ ของผู้คนเปิดกว้างมากขึ้น แฟชั่นในยุค 80 – 90 เช่น เอวสูง, เอาเสื้อผูกไหล่, รองเท้าผ้าใบ กลับมาฮิตอีกครั้ง โซเซี่ยลเน็ตเวิร์กเป็นที่แพร่หลายมาก ไม่ว่าใครก็มีสื่อเป็นของตัวเอง ทำให้มีอินฟลูเอนเซอร์เกิดขึ้นมากมาย

การแต่งหน้านั้น มีคีย์เวิร์ดคือ Lady, Mode, คิ้วเน้นแบบหนาอย่างเป็นธรรมชาติ ปากนั้นนิยมทาสีเด่นชัด โทนแดง, ชมพู, สีกุหลาบ ผมสั้นกลับมาเป็นที่นิยม พร้อมกับผมม้าแบบบางๆ ซีทรู

หลังยุคเฮเซย์เป็นต้นไป ความเป็นไปได้ของเทรนด์ต่อจากนี้

มีแนวโน้มที่แฟชั่นจะไม่มีชื่อเรียกว่าสไตล์ไหนอีกต่อไป ด้วยความที่มีข้อมูลหลากหลาย ดังนั้นทุกคนสามารถแต่งได้ในแบบที่ตัวเองอยากเป็น การแต่งหน้าทำผม ถูกประยุกต์ให้เข้ากับคนนั้นๆ ในสถานการณ์ต่างๆ 

อย่างในรูปตัวอย่าง เป็นการเอาเทรนด์ Futuristic ที่ฮิตในช่วงปลายยุค 90s มาปรับให้เป็นลุคที่เหมาะกับยุคนี้ ผิวดูเงาใส ตาและปากดูเป็นประกาย ผสมความเท่และอินโนเซ้นต์เข้าด้วยกัน เพิ่มลูกเล่นด้วยสีสันที่ขนตา

เมื่อมาดูย้อนแบบนี้แล้ว เทรนด์การแต่งหน้าทำผมนี่ก็บอกความเป็นยุคนั้นๆ ได้อย่างดีเลยนะคะ สาวๆ Girldaily ชอบยุคไหนกันมั่งคะ อย่าลืมแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ได้ดู จะได้นึกถึงความหลังไปด้วยกันไงล่ะ

Credit : ข้อมูลจาก Shiseido Group https://www.shiseidogroup.jp/

 

 

นี่มันธนาคารหรือรันเวย์!? ยูนิฟอร์มสาวแบงก์ไทย สวยเกินไปแล้วนะ

10 แฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ชาวเอเชียที่อภิมหึมามหารวย!!! #CrazyRichAsians