View 2.38K / Share

เธอคนนี้ ลดน้ำหนักจาก 120 เหลือ 59 กิโล ไม่พึ่งยาลดความอ้วน ไม่มีตัวช่วย ใช้แต่ใจล้วนๆ

HEALTH/Diet - เธอคนนี้ ลดน้ำหนักจาก 120 เหลือ 59 กิโล ไม่พึ่งยาลดความอ้วน ไม่มีตัวช่วย ใช้แต่ใจล้วนๆ

พี่จอย หรือ มนัญญา สาราบรรณ์ คือพี่สาวร่วมออฟฟิศ ของทีมงาน Girldaily เจ้าของเรื่องราวสุดเจ๋ง กับการลดน้ำหนักกว่า 60 กิโลกรัม ภายในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน จนสามารถคว้า 3 รางวัลจากการประกวด โครงการ NEW YOU Achievement awards 2018 มาครอง ซึ่งสิ่งที่เรานำมาเสนอผ่านบทสัมภาษณ์ในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สูตรหรือทางลัดวิเศษ แต่มันคือความตั้งใจ และความพยายามของคนๆ หนึ่ง ที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คนให้หันมาดูแลสุขภาพ และรูปร่างของตัวเอง


ช่วยเล่าถึงตัวเองตอนสมัยหนัก 120 กิโลกรัม

จากคนที่ไม่เคยมองว่า “ความอ้วน” คืออุปสรรคหรือปัญหาของชีวิต อ้วนแล้วไง ความอ้วนของเราก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เรามีการงานที่มั่นคง (งานเราก็ดี๊ดี เป็นผู้สื่อข่าวกีฬา ได้เดินทาง ได้กินของอร่อย  ได้เที่ยวตลอด) เราสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่พี่น้องเราได้ เรามีบ้าน มีรถ ได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ (ปีละหลายครั้ง) ส่วนในประเทศไม่ต้องพูดถึงบินแทบทุกเดือน ชีวิตเราแฮปปี้มาก ได้กินของอร่อย วันๆ ดูแต่รีวิวร้านอาหาร ที่ไหนจัดโปรโมชั่น ที่ไหนมีบุฟเฟต์ เราต้องดั้นด้นไปกินให้ได้ บอกได้คำเดียวว่าฟิน!!


จนวัยที่จะใกล้เลข 4 ร่างกายเราเริ่มฟ้องอะไรหลายอย่างออกมา (ซึ่งตัวเรายังไม่สำนึก) หัวเข่าที่เริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว เดินไปไหนต้องมีไม้เท้าเป็นตัวช่วย นั่งรถเมล์ รถสองแถว รถตู้ เหมือนคนทั่วไปไม่ได้ ไปทำงานต้องนั่งแท็กซี่สถานเดียว เพราะถ้าก้าวขาสูงๆ จะปวดเข่ามาก เป็นหวัดบ่อย ป่วยบ่อย นอนไม่หลับ ร่างกายส่งสัญญาณมาให้เราเป็นระยะ เสื้อผ้านับวันยิ่งต้องหาขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาก จนรอบอกถึง 58 และต้องสั่งซื้อทางออนไลน์ ซึ่งราคาจะสูงมาก (แต่ก็ยังไม่สำนึกอีก 555) คนใกล้ตัวทั้งพ่อ แม่ เพื่อน บอกให้ลดน้ำหนัก แต่เหมือนฟังหูซ้ายทะลุหูขวา

หลายคนที่พบเจอเราแม้กระทั่งแม่ค้าในตลาด คนขับแท็กซี่ คนขับวิน มอเตอร์ไซค์ ถึงกับเอ่ยปากถามว่าหนักกี่กิโลแล้วเอาจริงๆ คือ ไม่กล้าขึ้นตาชั่ง กลัวรู้น้ำหนักตัวเอง ไม่กล้าแม้แต่ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล เพราะกลัวเป็นโรค ไม่กล้าแม้แต่มองกระจก เพราะรับสภาพตัวเองไม่ได้ จะถ่ายรูปต้องแอบอยู่ข้างหลังเพื่อนๆ ไปเที่ยวที่ไหนเหรอ รูปเดี่ยวจะไม่ถ่ายเด็ดขาด ไม่อัพตัวเองลงสู่ทุกชนิด เฟสบุ๊คน่ะเหรอ ลืมไปเลยค่าเดือนนึงอัพเดตครั้งเดียว (หัวราะ)

จุดที่ทำให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองคืออะไร
วันที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตจริงๆ คือ วันที่ 4 พ.ค. 2560 จำได้ว่าหลังเลิกงาน แล้วกลับบ้านก็อาบน้ำจะนอนแล้ว ประมาณเที่ยงคืนกว่า รู้สึกตัวเองหายใจไม่ออก เหมือนจะขาดใจตาย แล้วรู้สึกเหมือนจะวูบ ตอนนั้นกลัวมาก รีบลุกขึ้นมานั่ง และเหมือนว่า “ต่อมคิดได้+ต่อมกลัวตาย” เริ่มทำงานแล้ว แล้วก็ก้มมองร่างกายตัวเอง เดินไปดูกระจก นี่เราตัวยักษ์ใหญ่ขนาดนี้เหรอ เราจะปล่อยตัวเองให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเหรอ แล้วถ้าเราเป็นอะไรไป หรือเจ็บป่วยหนักขึ้นมา แล้วจะทำยังไง พ่อกับแม่ก็เริ่มแก่มากแล้ว เราจะให้เค้ามาเป็นกังวลกับเราเหรอ (ไม่นะจอย) เธอต้องเลือกแล้วว่าจะเอายังไง จะเปลี่ยนตัวเอง หรือจะเลือกเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต ตัดสินใจเด็ดขาด ก่อนที่อาการเจ็บหน้าอกจะดีขึ้น ก็เลยตั้งใจกับตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจากนี้ไปจะเปลี่ยนตัวเอง จะรักตัวเอง จะมีสุขภาพดีให้ได้ หลังจากนั้นได้ขอโทษร่างกายของตัวเอง ที่ได้ทำร้ายเค้ามานานมาก ได้บอกกับหัวใจ ตับ ไต ไส้ พุง รวมถึงหัวเข่าว่า “อยู่กันนานๆ นะ ขอโทษที่ทำร้ายเธอมาตลอด หลังจากนี้เราจะดูแลซึ่งกันและกันตลอดไป”


(รูปเสื้อสีดำ : สมัยออกกำลังกายช่วงแรก) 

เริ่มต้นตอนแรกยากไหม เจออุปสรรคอะไรบ้าง
เริ่มต้นเลยก็คือ เคลียร์ตู้เย็น อะไรที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งเลยจ้า จะเริ่มกินอาหารสุขภาพ จะปรับพฤติกรรมการกินของตัวเองใหม่ทั้งหมด หลังจากที่ควบคุมอาหารมาได้ 1 เดือน เริ่มอยากออกกำลังกาย โดยเริ่มต้นแกว่งแขนวันละพันครั้ง!!! รู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นมีเหงื่อออกเยอะมาก และเริ่มคิดที่จะออกกำลังกายอย่างจริงจัง และได้ตัดสินใจไปสมัครฟิตเนสตัดสินใจเลือกที่ Fitness First สาขา เดอะพรอมานาด เพราะอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน การเดินทางสะดวก ก็วางแพลนไว้ว่าจะมาออกกำลังกายในตอนเช้า

หลังจากนั้นช่วงบ่ายไปทำงานต่อ เริ่มต้นออกกำลังกายในช่วงแรก ต้องบอกว่าชีวิตทรมานมาก เพราะการออกกำลังกายนี่ไม่เคยอยู่ในความคิด เรียกว่าไม่เคยคิดเลยดีกว่า จากที่น้ำหนักเราเยอะ เราปวดเข่า ทำให้เป็นอุปสรรคในการออกกำลังกาย ต้องเริ่มต้นด้วยการเดินลู่เบาๆ เล่นเวทที่ใช้ท่ายืน เพราะไม่สามารถจะนั่งได้ แต่เราก็ไม่ท้อ ค่อยทำทีละนิด เก็บเล็กผสมน้อย ทำทุกวันจนคุ้นชินกับการออกกำลังกาย จนกลายเป็นว่าน้ำหนักเราค่อยลดลง อาการปวดเข่าเริ่มทุเลาขึ้น สามารถออกกำลังกายได้หลากหลาย ทำให้เราต่อยอดในการออกกำลังกายได้มากกว่าเดิม


ตารางในการออกกำลังกายของพี่จอยเป็นอย่างไร
ในแต่ละวันพี่จะแบ่งชัดเจนเรื่องของการออกกำลังกายจะมีทั้งเวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ และการยืดหยุ่น (โยคะ) มาถึงฟิตเนส 8 โมงพี่จะเดินลู่ 1 ชั่วโมง ใช้ความเร็วระดับ 6 ส่วนความชันประมาณ 12 หลังจากนั้นจะเริ่มคาร์ดิโอ อาจจะเป็น ปั่นจักรยาน, เต้น, ซุมบ้า คอมแบท ก็จะสลับกันไป และก็จะเริ่ม เวทเทรนนิ่ง ประมาณ 1 ชั่วโมง เล่น แขน ขา, อก, หน้าท้อง อันนี้ก็จะสลับกันไป และปิดท้ายด้วยโยคะ เพื่อยืดหยุ่นร่างกาย ในหนึ่งวัน จะใช้เวลาออกกำลังกายถึง 4 ชั่วโมง และในหนึ่งอาทิตย์ จะออกกำลังกาย 6 วัน หยุด 1 วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟู


เรื่องการกินของพี่จอยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือจากมนุษย์ที่กินข้าวมื้อละ 3 จานใหญ่ กินมัน กินทอด กินจุก กินจิก กินมันทั้งวันเปลี่ยนไปเลย“ สิ่งที่ตั้งใจคือ งดขนมทุกชนิด งดของทอด ของมัน งดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จะทานแต่น้ำเปล่า กับน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่น ทานเฉพาะเนื้อปลา เนื้อไก่ ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง สิ่งที่ตั้งใจ คือสิ่งที่พี่จอยทำมันมาได้ตลอด 1 ปี 6 เดือน ไม่หลุด ไม่ได้นับแคล ไม่ได้กินคลีนจ้า แต่เลือกที่จะกิน และที่สำคัญไม่อดเด็ดขาด กับข้าวจะทำเอง ตัวอย่างเช่น มือเช้า จะเป็น ข้าวกล้อง+อกไก่สับต้มจืดใส่ผักนานาชนิด ไข่ต้ม หรือปลานึ่งก็จะสลับกันไป มื้อเที่ยงก็ทานส้มตำ(ไม่ใส่ชูรส) หรือกับข้าวทำมาเองอาจจะเป็นผักผัดต่างๆ ซึ่งใส่น้ำมันมะกอกแค่หยดถึง 2 หยด และใช้แค่ซีอิ๊วลดโซเดี้ยมเท่านั้น ช่วงแรกอาจจะไม่คุ้นชินในรสชาติบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกเฉยๆ  และจะอร่อยในแบบของเรา

ถ้าเวลาหิวมากๆ ล่ะ มีเทคนิคอะไรที่สามารถควบคุมให้ตัวเองไม่กลับไปทานของที่ไม่มีประโยชน์
การที่เราไม่อดอาหาร ทานอาหารครบทุกมื้อ จะทำให้เราไม่โหย ทุกวันนี้พี่จะพกไข่ต้มติดตัว, กล้วยต้ม, ฟักทองนึ่ง, ถั่วต้มต่าง, รวมถึงลูกเดือยต้ม สลับกันไป หลังออกกำลังกายเสร็จก็จะทาน มันก็ทำให้เราอิ่มนาน ถ้าอยากกินขนมกรอบๆ ก็เลือกจำพวกเม็ดอัลมอนด์, ลูกเดือยอบ, กราโนล่า, ผลไม้สดๆ อันนี้ช่วยได้เยอะมาก ที่สำคัญที่สุดเลยพี่จะดื่มน้ำวันละ 3-4 ลิตรเป็นอย่างน้อย 

รู้สึกอย่างไรที่ตัวเองมาไกลมาก จนได้รับ 3 รางวัลจากการประกวด โครงการ NEW YOU Achievement awards 2018 
สำหรับ 3 รางวัลที่ได้รับจากการประกวดของโครงการ NEW YOU Achievement awards 2018 คือ กิจกรรมของฟิสเนสเฟิรส์ท ประเทศไทย ที่จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคน ให้มีสุขภาพที่ดี และสามารถส่งแรงบันดาลใจความสำเร็จของตัวเราไปยังคนรอบข้าง ในชีวิตนี้ผู้หญิงที่มีน้ำหนักถึง 122 กก. พี่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รับโมเม้นต์แบบนี้ ได้มีโอกาสใส่ชุดสวยๆ ได้ขึ้นเวที



ตอนแรกแค่มีชื่อติด 12 คนสุดท้ายก็ดีใจมากแล้ว แต่การที่เราได้ทั้งรางวัลชนะเลิศ OVERALL, POPULAR VOTE & LEANER WINNER ถือว่ามาไกลมาก ทุกอย่างคือกำไรของชีวิต ส่วนชัยชนะนั้นเราได้รับมันตั้งแต่เราเอาชนะใจตัวเองจนสามารถลดน้ำหนักมาได้ถึง 62.5 กก.แล้ว ภายในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ขอบคุณตัวเองที่อดทน ไม่ท้อถอย สู้อย่างมากมาย จนเป็นผลลัพท์ที่ออกมา ที่เงินร้อยล้านพันล้านก็ซื้อหาไม่ได้ ตอนนี้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ และรู้สึกหลงรักตัวเองมากมาย ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นกับตัวพี่อยากจะส่งต่อพลังบวกให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเอง วันไหนที่ทำสำเร็จเราจะรู้ว่ามันคุ้มค่าจริงๆ


อยากจะฝากบอกอะไรกับคนที่คิดจะเริ่มต้นลดน้ำหนัก

บทสรุปของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ น้ำหนัก 62.5 กก. ที่หายไป บอกได้คำเดียวว่ามันคือ New You ของจริง นอกจากเราเปลี่ยนแล้วคนรอบข้างเราก็เปลี่ยนตามเราด้วย หันมาออกกำลังกาย หันมาใส่ใจสุขภาพ ให้เราพามาสมัครฟิตเนส อยากออกกำลังกายเหมือนเรา อยากให้เราแนะนำเค้าว่าทำยังไง มันดีต่อใจจอยมากจริงๆ

สุดท้ายนี้ อยากบอกทุกคนว่า สูตรที่วิเศษที่สุด คือ ความมีวินัยของตัวเอง สองสิ่งที่จอยทำมันควบคู่มาโดยตลอดคือวินัยเรื่องของการออกกำลังกายและโภชนาการ ทำมันให้ได้แล้วคุณจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ อย่าท้อเด็ดขาด เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีใครที่จะสามารถเปลี่ยนตัวเราได้นอกจากตัวของเราเอง ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังจะเริ่มต้น สู้ สู้ นะคะ...ทุกคนทำได้...

Romee Strijd นางฟ้า VFS เผยเมนูซูเปอร์เฮลธ์ตี้ในหนึ่งวัน

ลดน้ำหนัก 19 โล เรื่องจริงของบล็อคเกอร์สาว ไม่อดอาหารแต่ให้เป็นตามธรรมชาติ