View 172 / Share

รีวิวทริปสั้นๆ ที่เขาใหญ่ #นอนเต้นท์หรูอากาศดีเว่อร์

LIFESTYLE/Travel - รีวิวทริปสั้นๆ ที่เขาใหญ่ #นอนเต้นท์หรูอากาศดีเว่อร์

ครั้งนี้ถือเป็นทริปครั้งแรกของเรากับทางเว็บไซต์ traveloka ซึ่งถือว่าเป็นเว็บยอดนิยมมากๆ เรื่องผู้ให้บริการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักออนไลน์ชั้นนำ และยังเป็นอันดับหนึ่งของบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงเรื่องเที่ยวไว้ใจเว็บนี้ได้เลย โดยทริปนี้ทาง Traveloka ก็ตั้งคอนเซ็ปต์เกร๋ๆ ว่า Traveloka พาเที่ยว นอนฟิน กินฟรี ซึ่งพอเราเห็นคำว่า ฟรีตาก็ยิ่งลุกวาวไปอีก อิอิ

เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งตรงสู่เขาใหญ่ โดยช่วงที่เรามาตรงกับเดือนสิงหาคม อากาศถือว่าค่อนข้างดี ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝน แต่ฝนก็เป็นใจให้เราเที่ยวเพลินๆ แบบไม่ตก แถมส่งอากาศชิวๆ มาต้อนรับเราแทน แต่ก่อนที่เราจะเข้าที่พัก เราก็ขอแวะทานข้าวสวยๆ ที่ร้านครัวจันผากันก่อน ซึ่งอยู่ห่างที่พักไปนิดเดียวเท่านั้น 

บรรยากาศร้านครัวจันผา กับหน้าตาอาหาร เรื่องของรสชาติก็กำลังดี ราคาไม่รุนแรงมาก ห้องน้ำก็สะอาด ถือว่าผ่านจ้า 


อิ่มท้องก็ต้องนอนแผ่ท้องสิจ๊ะ อิอิ เลยมุ่งตรงเช็คอินที่พักกันเลย ซึ่งที่พักของเราวันนี้ บวกกับบรรยากาศสุดชิว ต้องที่นี่ Lala Mukha Tented Resort เขาใหญ่ รีสอร์ทนอนเต้นท์ติดแอร์ เป็นอารมณ์สไตล์แคมป์ปิ้งที่มีสถาปัตยกรรมแนวร่วมสมัยผสานกลิ่นอายของแอฟริกาเบาๆ จึงมีความชิคมาก และยังทำให้รู้สึกถึงความเป็นท้องทุ่งชิวๆ เหมาะกับวันพักผ่อน ชาร์ตพลังชีวิตสุดๆ

แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปดูห้องพักนั้น เค้าจะแจกบัตรเข้าออกประตู ซึ่งเราต้องพกติดตัวไว้เวลาจะเดินเข้าออกระหว่างด้านนอกกับโซนที่พักนะจ๊ะ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าพักด้วยยังไงล่ะ!


ก่อนอื่นทางรีสอร์ตได้แนะนำเราคร่าวๆ เกี่ยวกับประเภทของพักของที่นี่ ซึ่งมีด้วยกัน 3 แบบ 


แบบแรกจะเป็นห้อง Eco safari tent โดยเป็นไซส์กำลังดี เหมาะกับวัยรุ่น เพื่อนซี้ หรือคู่รักสายประหยัดนิดนึง เพราะห้องนี้เป็นแบบใช้ห้องน้ำรวม แต่สาวๆ ไม่ต้องกลัวนะ คำว่ารวมนั้นหมายถึง จะต้องใช้ห้องน้ำที่อยู่ด้านนอกห้องพัก ซึ่ห้องน้ำนั้นก็จะแยกฝั่งชายหญิง และแยกเป็นห้องๆ ไว้ให้อาบน้ำ ซึ่งเราพักห้องแบบ eco ขอบอกว่าดีย์ดี และการใช้ห้องน้ำรวมก็ไม่ใช่ปัญหาของเราเลย นอกจากนี้เตียงก็นุ่มสบาย เหมาะกับเป็นวันพักผ่อนที่แท้ทรู ห้องแบบนี้ช่วงราคาก็จะต่างออกไปตามวันธรรมดา หรือวันหยุด รวมถึงโลว์ซีซั่นหรือไฮซีซั่นอีกด้วย จะเริ่มต้นที่ 2,000 - 4,000 กว่าบาท 


อุปกรณ์ในห้องจ้ำก็สามารถหยิบใช้ได้ทั้งหมด รวมถึงมีล็อกเกอร์ไว้ให้เราใส่ของได้อีกด้วย ก็แค่ถือเสื้อผ้าและอุปกรณ์ส่วนตัว อาทิ ผ้าเช็ดตัว พร้อมปะแป้งอาบน้ำได้ชิวๆ ห้องน้ำสะอาด ไม่มีกลิ่น มีแม่บ้านทำความสะอาดทุกวันจ้า ในโซนนี้จะเป็นห้องน้ำรวมที่มีห้องอาบน้ำ 6 ห้อง

 
อีกหนึ่งห้องในแบบเต้นท์ ห้อง Deluxe savanna tent อันนี้จะต่างจาก eco ตรงมีห้องน้ำในตัว ห้องจึงมีขนาดกว้างกว่า เหมาะกับคู่รักหรือครอบครัวที่มีลูกตัวน้อย หรือมีผู้สูงอายุ ราคาเริ่มต้นที่ 4,000 กว่าบาทขึ้นอยู่กับวันและช่วงของฤดูการท่องเที่ยว


สุดท้ายเป็นแบบส่วนตัวสุดๆ เพราะคุณจะได้พักท่ามกลางต้นไม้ขนาดใหญ่ จนหลายคนขนานนามว่าเป็นบ้านต้นไม้ หรือเราเรียกว่า Loft G house ราคาเริ่มที่ 8,000 บาทเป็นต้นไป เหมาะกับครอบครัวที่มีลูกโตขึ้นมาหน่อย หรือมาสังสรรค์แบบเป็นกลุ่ม จะมีโซนต่างๆ ให้นั่งเล่นรอบตัวบ้าน แบ่งโซนห้องนอนเป็นสองชั้นด้วยกัน และมีห้องน้ำในตัว รวมถึงอาบแช่ตัวขิวๆ อีกด้วย


ส่วนของบรรยากาศรอบๆ นั้นให้อารมณ์ป่าสมบูรณ์ที่มีต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม รายล้อมไปด้วยบ่อน้ำ แต่มีอีกสิ่งที่เราว่าดูเข้ากันได้อย่างลงตัวนั่นคือสระว่ายน้ำสุดโมเดิร์น ทำให้รู้สึกว่าได้แวกว่ายน้ำอันใส พร้อมกลิ่นอายธรรมชาติสุดๆ 
มาถึงตอนนี้เราก็พาเดินชมจนทั่ว ทางทีมงาน Traveloka เองก็ต้อนรับปูพรมแดงรอเราด้วยมื้ออาหารสุดฟิน ทางเราก็ขออนุญาตอวดอาหารของทางรีสอร์ตสักนิด ขอบอกว่าอร่อยทุกอย่าง ถูกปากมากเวอร์ ไม่มีอวยนะจ๊ะ (เมนูที่ถ่ายเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นจ้า)


โอ๊ย! อิ่มหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มย้อย แต่ขอพูดถึงของกินอีกนิดว่าสำหรับคนนอนดึกทั้งหลาย ไม่ต้องกลัวหิวนะ เพราะจากรีสอร์ตเดินไปหน้าปากซอยอีกนิดจะมีเซเว่น อีเลฟเว่น รอคอยทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งข้างๆ ก็มีของกินและร้านขายยาเด้อค่าเด้อ แต่ตอนนี้อิฉันขอตัวปิดไฟนอนก่อนนะตะเอง แล้วพรุ่งนี้มาต่อกันที่อาหารเช้าดีกว่า


อาหารเช้าของที่นี่มีเริ่มตั้งแต่ 07.00 - 10.00 น. จะเป็นอาหารเช้าสไตล์ฝรั่ง และไทย นอกจากนี้ก็ยังมีซาลาเปา ขนมจีบอีกด้วย


และก็ถึงเวลาโบกมือบ๊ายบายความสดชื่นแนวธรรมชาติแล้วกลับไปเผชิญชีวิตในเมืองกันแล้ว แต่ก่อนที่เราจะไปเจอความเป็นจริงที่อยู่ข้างหน้า ทาง Traveloka ก็เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี(อีกแล้ว) โดยการพาพวกเราไปกินกาแฟในร้านชิคๆ อย่าง ร้าน BirdersLodge ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักเลย แถมที่นี่ยังมีของฝาก ผัก ผลไม้ และงานฝีมือต่างๆ โดยคนท้องถิ่นมาวางขายอีกด้วย เราก็เพลินสิจ๊ะ 

ท้ายสุดคือการไปทานข้าวเที่ยงมือสุดฟินสไตล์ไทยแท้จริงๆ กับร้านเป็นลาว โดยเราก็เก็บรูปเมนูบางส่วนมาฝากเช่นเคย ต่อจากนี้เราก็ขอตัวไปจกข้าวเหนียวแปปน้าสาวๆ 

มีความอิ่มเบอร์แรง มันก็เริ่มจะง่วงๆ และได้เวลากลับกรุงเทพฯ กันแล้ว จึงฝากทิ้งท้ายสำหรับคนที่อยากมาพักที่ Lala Mukha กันสักนิดนะจ้า ว่าการพักแบบเต้นท์จะมีความต่างจากการพักตามโรงแรมหรือรีสอร์ททั่วๆ ไปตรงที่ช่วงเวลาเช้าและตอนเย็นไปถึงกลางคืน ลมจะค่อนข้างแรง ทำให้เกิดเสียงกระทบระหว่างลมกับเต้นท์ คนที่ชอบอารมณ์นอนกางเต้นท์ในป่าหรือชอบการผจญภัย คงจะทราบดีว่านี่คือธรรมชาติของการนอนเต้นท์นั่นเอง แต่ถ้าสาวๆ เป็นคนที่หลับสนิทก็อาจจะไม่รู้สึกถึงพลังแรงลมก็ได้นะจ้า แต่สำหรับเรามันได้ฟิลลิ่งไปอีกแบบ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีกับการนอนเต้นท์ติดแอร์มากๆ มันทำให้เราได้อยู่ใกล้ธรรมชาติมากขึ้น ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละคนด้วยเช่นกัน ทริปนี้เราก็ต้องขอขอบคุณทาง Traveloka แรงๆ ที่พาเรามานอนฟิน กินฟรี ชมธรรมชาติที่เขาใหญ่แบบนี้ ยังไงถ้าสาวๆ สนใจก็ลองเข้าเว็บไซต์ของ Traveloka หรือโหลดแอพฯ ติดตั้งลงโทรศัพท์โล้ด จะได้ไม่พลาดทริปสุดฟินแบบเรา! สำหรับทริปนี้เราให้ไปเลย 10 10 10

เปิดตัว OTAKU House เกสต์เฮ้าส์เอาใจนักท่องเที่ยวสไตล์โอตาคุ

ทั้งจับมือ ทั้งถ่ายทูช็อต ใกล้ชิดน้องๆ สัตว์น้ำได้แบบอินไซด์สุดๆ ที่ญี่ปุ่น