• By /
  • 27 Sept 2015
  • 10:03

View 67.58K / Share

15 หนังสะกิดต่อมน้ำตาแตก จะซึ้งจะเศร้าต้องเอาให้สุด!!

ENTERTAINMENT/Movies - 15 หนังสะกิดต่อมน้ำตาแตก จะซึ้งจะเศร้าต้องเอาให้สุด!!

ดูหนังกันดีกว่า ความนี้มาแบบเศร้า ซึ้ง ตรึงอารมณ์ ได้บริหารกล้ามเนื้อรอบดวงตา และขับน้ำใสๆ ออกมาให้มันโล่ง ก็แหม! น้ำตากับผู้หญิงอย่างเรานี่ยังไม่ก็แยกกันได้ พร้อมแล้วก็ตามไปดูลิสต์นี้ที่เราจัดมาเสิร์ฟถึงที่กันเลยดีกว่า กับ 15 เรื่องเสียน้ำตาแบบเน้นๆ ดังนี้

Up
(2009: Edward Asner, Jordan Nagai)
บอกตามตรงว่าครั้งแรกที่เห็นตัวอย่างหนัง เราไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะต้องเสียน้ำตาให้หนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ยิ่งบวกกับชื่อไทยฮาๆ อย่าง ‘ปู่ซ่าบ้าพลัง’ ยิ่งแล้วใหญ่ แต่แค่เพียง 10 นาทีแรกที่หนังฉาย ไอ้น้ำตาที่เริ่มรื้นๆ มันก็พากันหยดแหมะ และไหลพรากตามมา แต่เป็นการเสียน้ำตาอย่างอิ่มเอมใจ และซึ้งไปกับความรักในอุดมคติที่สาวๆ หลายคนเฝ้าฝันถึง (แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้เจอ^^)  จากนั้นจึงไม่ยากเย็นอะไรที่เราจะเอาใจช่วย ‘ปู่คาร์ล’ ในการทำตามความฝันแบบเต็มพลังจนจบเรื่อง... แต่ขอกด Pause เช็ดน้ำตาแป๊บนะปู่

 

A Walk to Remember
(2002: Mandy Moore, Shane West)
หนังรักที่สร้างจากนิยายเรียกน้ำตาของ Nicholas Sparks ที่จำได้ว่าดูครั้งแรกก็ช่วงกำลังทีนเอจ ผลคืนอินสุด น้ำตาไหลพรากๆ เศร้าไปกับ ‘แมนดี้ มัวร์’ ซึ่งรับบทสุดรันทด เป็นลูกสาวบาทหลวงสุดเคร่ง แต่ดั๊นไปตกหลุมรักกับหนุ่มแบดบอย นักเลงหัวโจกประจำโรงเรียน และก็ตามพล็อตที่หลายคนคุ้นเคย เมื่อได้มาเจอัน รักกัน เธอก็สามารถเปลี่ยนเขาได้ แต่เขาจะทำยังไงเมื่อได้รับรู้ว่าสาวเจ้ากำลังจะตาย นี่คือหนังที่เนื้อเรื่องแสนจะธรรมดา โปรดักชั่นก็ธรรมดาๆ แต่ทำไมไม่รู้ ดูจบแล้วประทับใจ น้ำตาไหลพรากๆ

 

The Letter จดหมายรัก
(2004: อรรถพร ธีมากร, แอน ทองประสม)
มาที่ฝั่งหนังกระชากน้ำตาของไทยเรากันบ้าง กับเรื่องนี้ที่แนะนำว่าคว้าทิชชู่มาไว้ข้างกายให้พร้อม หาหมอนซักใบมากอดไว้ด้วยก็ดี เพราะมันเศร้าแบบสุดๆ พล็อตเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่รักกัน แต่งงานกัน แต่แล้ววันหนึ่งฝ่ายชายกลับพบว่าตัวเองเป็นโรคร้ายและจะตายในอีกไม่กี่ปี เอาล่ะสิ จะเป็นยังไงต่อเราขอไม่เล่า แต่บอกเลยว่ายิ่งได้ ‘แอน’ กับ ‘หนุ่ม’ มาเล่นคู่กัน ยิ่งทวีความอินถึงขีดสุด ตีบทกันแตกกระจัดกระจาย ฉากสะเทือนใจก็มาเต็มทั้งคู่ ซึ้งงงงงงงง...

 

Grave of the Fireflies
(1988: Tsutomu Tatsumi, Ayano Shiraishi)
คอแอนิเมชั่นญี่ปุ่นน่าจะคุ้นกับเรื่องนี้ดี แต่ถ้าคุณยังไม่เคยดู เราขอจูงมือมาเสียน้ำตาด้วยกัน… ‘สุสานหิ่งห้อย’ เล่าเรื่องคู่พี่ชายน้องสาว โดยมีฉากหลังเป็นความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สารพัดอุปสรรคที่สองพี่น้องต้องเจอนั้นเป็นอะไรที่ทำให้เราต้องคอยเอาใจช่วยอยู่ตลอด พร้อมกับหวังอยู่ลึกๆ ว่าท้ายที่สุดทั้งคู่คงได้พบกับความสุขซักที แต่โนค่ะ หนังเลือกจะดับฝันแล้วผลักคนดูตกเหวแบบไม่ตั้งตัว รับประกันงานภาพสวยดูเพลินตามสไตล์ Studio Ghibli แต่รู้ตัวอีกทีก็หยิบทิชชู่มาซับน้ำตาไปครึ่งห่อแล้ว

 

The Green Mile
(1999: Tom Hanks, Michael Clarke Duncan)
ใครไม่เคยดูบอกเลยว่าพลาดมากๆ เพราะหนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องราวดีๆ และที่สำคัญยังเล่นกับความรู้สึกของคนดูอยู่ตลอด หนังเล่าเรื่องของ ‘จอห์น คอฟฟิน’ นักโทษผิวสีที่โดนคดีฆ่าข่มขืน และถูกส่งเข้ามาในคุกเพื่อรอวันประหาร แต่สิ่งที่ ‘พอล’ ผู้คุมเห็นกลับตรงข้าม จอห์นดูขี้กลัว ชอบร้องไห้คนเดียว แถมยังมีความสามารถสุดอัศจรรย์ในการรักษาคนได้ การแสดงของ ‘ไมเคิล คลาร์ก ดันแคน’ มันใช่ เชื่อว่าทุกคนที่ได้ดูคงเอาใจช่วยจอห์นสุดตัว ก็รู้ทั้งรู้ว่ามันยาก เป็นความหวังที่แสนริบหรี่ แต่เราก็ยังอดหวังไม่ได้ให้มีปาฏิหาริย์ในตอนจบ T-T

 

The Way Home
(2002: Seung-ho Yoo, Eul-boon Kim)
ชื่อไทย ‘คุณยายผมดีที่สุดในโลก’ สาวๆ น่าจะคุ้นกว่า หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างยายกับหลานชายตัวน้อย ซึ่งดูๆ ไปก็เหมือนตัวแทนของเราทุกคนนี่แหละ ลองนึกย้อนกลับไปตอนยังเด็กสิ เราเชื่อว่าต้องมีบ้างแน่ๆ ที่เราได้ทำร้ายจิตใจของผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด อาจเพราะความเป็นเด็กจึงทำอะไรไปแบบเด็กๆ เจ้าแสบในเรื่องก็เช่นกัน อาจจะเพราะหงุดหงิดที่โดนแม่เอามาทิ้งไว้กับยายในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้น (มันใช่เรื่องที่จะมาลงกับยายมั้ยฮ๊ะ!) หนังซึ้งกินใจ แต่ก็ทำร้ายความรู้สึกไปพร้อมๆ กัน ที่สำคัญยังทำให้ร้องไห้แบบไม่อายใครเลย

 

I Am Sam
(2001: Sean Penn, Michelle Pfeiffer, Dakota Fanning)
เรารัก ‘ฌอห์น เพนน์’ กับหนังเรื่องนี้ ถึงบางคนจะบอกว่าล้นไปแต่เราว่าไม่นะ ส่วน ‘ดาโกต้า แฟนนิ่ง’ ก็โชว์ฝีมือได้เกินตัวจนนักแสดงรุ่นพี่ตายไปเป็นแถบๆ นำเสนอด้วยประเด็นชวนซึ้งง่ายๆ อย่างความรักของพ่อผู้เป็นออทิสติกที่มีต่อลูกสาวสุดที่รัก ดูไปได้แค่ 10 กว่านาทีปรากฏว่าน้ำหูน้ำตามาเต็ม ร้องเป็นวรรคเป็นเวร ร้องมันตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เรียกว่าเปลืองน้ำตามากเรื่องนี้ ดูแล้วทำให้เข้าใจความรักของคนในครอบครัวมากขึ้น และบางครั้งไอคิวก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย

 

The Pursuit of Happyness
(2006: Will Smith, Jaden Smith)
ใครกำลังสิ้นหวัง จิตตก รีบเปิดเรื่องนี้ดูโดยพลัน เพราะมันจะทำให้คุณน้ำตาซึมและถึงขั้นหยดแหมะๆ ไปกับความไม่ย่อท้อของคุณพ่อนักขาย ‘คริส การ์ดเนอร์’ ที่ดิ้นรนสุดพลังเพื่อพาทั้งตัวเองและลูกชายตัวน้อยผ่านสารพัดความรันทด จนประสบความสำเร็จในที่สุด ตัวหนังนั้นสร้างจากเรื่องจริง แถมยังได้พ่อลูกในชีวิตจริงอย่าง ‘วิลล์ สมิธ’ และ ‘จาเด็น’ ตัวน้อยมาเล่นด้วยกันยิ่งทำให้อินเข้าไปใหญ่ มีหลายฉากที่สะเทือนใจจนจุกอก ดูจบแล้วกำลังใจเต็มเปี่ยม ได้แรงฮึดพร้อมตาบวมๆ เป็นของแถม

 

Sad Movie
(2005: Woo-sung Jung, Su-jeong Lim, Tae-hyun Cha)
ข้ามมาที่ฝั่งเกาหลีกับเรื่องนี้ที่แค่ชื่อเรื่องก็คงบอกได้ว่าจัดเต็มความ Sad มากแค่ไหน หนังจัดเต็มด้วยอารมณ์เศร้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งนักผจญเพลิงและแฟนสาวผู้เป็นห่วงเป็นใย หญิงใบ้และจิตรกร หนุ่มนักมวยที่พยายามกลับไปหาคนรักเก่า และสุดท้ายความรักของคู่แม่ลูก ที่คู่หลังสุดนี่เล่นเอาหมดน้ำตาไปหลายยก อารมณ์มาเต็มสุดๆ ใครชอบหนังเกาหลีสไตล์รักซึ้งๆ แบบได้เสียน้ำตาเราว่าเรื่องนี้ไม่ควรพลาด (Photo: raymondyeung.com)

 

A.I. Artificial Intelligence
(2001: Haley Joel Osment, Jude Law)
หนังไซไฟ (แต่) ดราม่า ภายใต้การกำกับของ ‘สตีเว่น สปีลเบิร์ก’ ที่ตอนแรกเริ่มเรื่องก็ไม่ได้ดูเศร้าอะไร แต่ท้ายๆ นี่เรียกว่าเน้นดราม่าแบบหนักหน่วง โดยเฉพาะเรื่องราวความรักระหว่างแม่ และลูกที่เป็นมนุษย์จักรกล ยอมรับเลยว่าเจ้าหนู ‘เฮลี่ย์ โจเอล ออสเมนท์’ ในเรื่องนี้สามารถตีบทแตกละเอียด ยิ่งช่วงท้ายๆ กับฉากจุกอกในตำนานที่เล่นเอาเราสั่งขี้มูกเป็นเด็กๆ สุดยอดไปเลย T_T

 

The Vow
(2012: Rachel McAdams, Channing Tatum)
อีกหนึ่งหนังรักดราม่าเรียกน้ำตาที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง ซึ่งก็เป็นตัวช่วยให้คนดูอย่างเราๆ อินไปกับหนังได้ไม่ยาก (ยิ่งได้เห็นภาพคู่รักในชีวิตจริงตอนท้ายยิ่งได้อารมณ์อึนๆ ลากยาวไปอีก) จะเป็นยังไงนะถ้าสามี-ภรรยาคู่หนึ่งที่เพิ่งแต่งงานกันประสบอุบัติเหตุจนส่งผลให้ฝ่ายหญิงสูญเสียความทรงจำสุดโรแมนติกไป พูดง่ายๆ คือจำสามีตัวเองไม่ได้ แต่ฝ่ายชายยังคงยึดมั่นต่อความรัก และพยายามทำทุกอย่างเพื่อฟื้นความทรงจำของเธอ แม้จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด โอย เจ็บจี๊ดดด...

 

Hachi: A Dog's Tale
(2009: Richard Gere, Joan Allen)
หนังเกี่ยวกับสารพัดสัตว์นี่บอกเลยว่าบีบคั้นหัวใจได้ตลอด เช่นเดียวกับเรื่องนี้ที่เราเชื่อว่าสาวๆ ถึงจะไม่เคยดู แต่ก็คงเคยได้ยินเรื่องเล่าของเจ้า ‘ฮาจิ’ ที่มีรูปปั้นตั้งอยู่ที่สถานีชิบูย่ากันมาบ้าง กับวีรกรรมแสนซื่อสัตย์ ที่มันต้องมานั่งรอเจ้านายทุกวันๆ จนกระทั่งเจ้านายของมันตาย มันก็ยังคงไปรออยู่แบบนั้น โอย แสนรู้มากๆ และหนังเรื่องนี้ก็ทำร้ายจิตใจคนดูได้อย่างคนเส้นคงวาทั้งเวอร์ชั่นต้นฉบับ และรีเมค เรียกว่าขนมาแต่ฉากเค้นน้ำตาจนแทบคว้ากล่องทิชชู่ไม่ทัน (Photo: tynesidecinema.co.uk)

 

Always 1-3
(2005 / 2007 / 2012)
มาร้องไห้น้ำตาหยดแหมะแบบยาวๆ กับหนัง 3 ภาคที่ไม่เน้นหดหู่ แต่เน้นเสียน้ำตาแบบอิ่มเอม ฟีลกู้ด ประมาณว่ายิ้มทั้งน้ำตา หลายคนรักหนังเรื่องนี้เพราะเนื้อหาโดนๆ เสน่ห์ของตัวละคร แง่มุมแสนซึ้ง รวมถึงฉากหลังสวยๆ เป็นกรุงโตเกียวช่วงปลายยุค 50 ที่โตเกียวทาวเวอร์ยังสร้างไม่เสร็จดี เรื่องราวของตัวละครทุกตัวถูกถ่ายทอดอย่างประณีต มีหลายฉากที่กระชากใจ และทำให้น้ำตาไหลร่วงโดยไม่รู้ตัว ดูแล้วรู้สึกเลยว่าคนเรายังไงซะก็ยังต้องมีความหวัง และชีวิตยังคงงดงามเสมอ

 

Departures
(2008: Masahiro Motoki, Ryoko Hirosue)
หนังญี่ปุ่นอีกซักเรื่อง กับเรื่องนี้ที่กวาดรางวัลมาเพียบ รวมถึงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศด้วย เนื้อเรื่องแหวกแนวโดยเล่าถึงอาชีพแต่งหน้าศพ ตอนแรกก็แอบคิดว่าจะเดินเรื่องอืดๆ ตามสไตล์หนังญี่ปุ่นมั้ย แต่ไม่เลย หนังทำออกมาให้ดูได้แบบสบายอารมณ์ แรกๆ เหมือนจะฮา มีดราม่าแบบไม่หดหู่ แต่ดูแล้วอิ่มอกอิ่มใจ ดูไปสักพักนํ้าตาเริ่มซึม ยิ่งดนตรีประกอบนี่ทำเอาอารมณ์กระเจิงไปเลย ยิ่งช่วงท้ายๆ ซึ่งมันได้รับการเค้นมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วไง รับรองได้มีร้องไห้แบบกลั้นไม่อยู่...เชื่อเรา

 

Click
(2006: Adam Sandler, Kate Beckinsale)
อย่าเพิ่งงงว่าทำไมเรื่องนี้ถึงติดโผ ถึงหน้าหนังจะดูเป็นหนังคอเมดี้ฮาๆ แถมยังมีเจ้าพ่อหนังฮาอย่าง ‘อดัม แซดเลอร์’ มารับหน้าที่แสดงนำ แต่จะคอนเฟิร์มเลยว่าซึ้งกระแทกต่อมน้ำตา และสอดแทรกสาระได้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของหนังที่เรียกได้ว่าเป็นช่วงระเบิดต่อมน้ำตา ดูแล้วสะเทือนใจมาก ยิ่งโดยเฉพาะคนบ้าทำงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ถึงจะเป็นผู้ชายเราว่าก็มีน้ำตาซึมได้ชัวร์ๆ

Photo: imdb.com

 

** เรื่องโดย fiefiez S. สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเพจเท่านั้น **

 

ควรค่าแก่การดู! หนัง 13 เรื่องที่ผู้กำกับเป็นผู้หญิง ที่ดี (มาก) ไม่น้อยไปกว่าหนังดังๆ ที่ผู้ชายกำกับ

More story